ความปลอดภัยจะมากขึ้น เมื่อรถยนต์คุยกันผ่านระบบ Cloud

cloud car Cr. http://dragstermx.com/www/2014/10/16/hitachi-data-systems-y-clarion-se-unen-para-acelerar-el-desarrollo-de-la-conectividad-entre-autos/

    เรื่องที่จะเขียนถึงต่อไปนี้ไม่ใช่การเชื่อมต่อระหว่างสมาร์ทโฟนกับระบบ Infortainment ในรถยนต์เพื่อการซิงค์ข้อมูลใดๆ ที่จัดเก็บอยู่ใน Cloud แต่เป็นเรื่องของการพัฒนาในแวดวงยานยนต์ที่ไปไกลกว่านั้นมาก เรากำลังพูดถึงการพัฒนาระบบความปลอดภัยแบบบูรณาการจะเรียกว่าเป็นการจราจรแห่งอนาคตก็ได้

ความปลอดภัยในรถยนต์ถูกพัฒนาให้มีมาตรฐานที่ดีขึ้นตามลำดับ เริ่มจากมีการกำหนดมาตรการความปลอดภัยให้กับผู้ใช้รถออกเป็น 2 ส่วนคือ Active Safety หมายถึงการลดโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุจากสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงต่างๆ ระบบความปลอดภัยที่อยู่ในส่วนนี้ เช่น ระบบเบรก ABS อีกส่วนหนึ่งเรียกว่า Passive Safety หากหลีกเลี่ยงที่จะไม่ให้เกิดอุบัติเหตุไม่ได้จริงๆ อย่างน้อยก็ต้องมีระบบที่ช่วยบรรเทาความเสียหายหรือผ่อนหนักให้เป็นเบา ไม่ว่าจะเป็นการมีโครง สร้างตัวถังนิภัยที่แข็งแรง มีเข็มขัดนิรภัย หรือถุงลมนิรภัยตามจุดต่างๆ เป็นต้น

    ระบบความปลอดภัยในแต่ละส่วนทั้ง Active Safety และ Passive Safety ถูกพัฒนาและเติมเต็มในรถยนต์มากขึ้นดังที่เราจะเห็นได้ในโบร์ชัวรถยนต์ว่าระบบความปลอดภัยในปัจจุบันนี้มีอยู่ไม่น้อยเลย ล้วนแต่เป็นระบบที่ทันสมัยทั้งสิ้น เรียกว่าเป็นยุคของการขับขี่อัจฉริยะ บางค่ายก็ให้นิยามระบบความปลอดภัยของตนว่า Intelligent Mobility Driving บ้างก็เรียกว่า i-Activsense บางค่ายก็เรียก Safety Sense เป็นเพราะระบบเหล่านั้นสามารถรู้สภาวะการขับขี่ได้ว่าตอนไหนที่มีความเสี่ยงและแจ้งเตือนผู้ขับก่อนที่จะเกิดการเฉี่ยวชนขึ้น เช่นระบบ Smart City Brake Support หากมีการตรวจพบว่าอีกไม่กี่เมตรข้างหน้ามีคน รถยนต์ หรือวัตถุใดขวางอยู่ แต่ผู้ขับยังไม่มีการชะลอความเร็ว ระบบจะส่งเสียงเตือนเพื่อให้คนขับรู้ตัว หรืออาจถึงขั้นช่วยเบรกให้โดยอัตโนมัติ หรือระบบ Lane-Keep Assist System ที่จะช่วยเตือนเมื่อมีการขับรถออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งผู้ขับอาจจะหลับในหรือละสายตาไปจากถนน

    ระบบที่ยกตัวอย่างมาถือว่ามีความฉลาดมาก เป็นการสร้างการรับรู้หรือ Sense ให้กับรถยนต์เหมือนกับคนเรา แต่มีความแม่นยำมากกว่า แต่นั่นก็เป็นเพียงการป้องกันเฉพาะตัวเท่านั้น ยังมีอีก 2 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ คือ สภาพแวดล้อมโดยรอบเส้นทางและรถยนต์คันอื่นๆ ดังนั้นหากจะลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุให้ได้มากที่สุดจะต้องสร้างมาตรการความปลอดภัยแบบบูรณาการ แบ่งเป็นการทำโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับการจราจรตามแนวคิดใหม่และการทำให้รถยนต์ทุกคันบนท้องถนนแชร์ข้อมูลระหว่างกันได้

    ต้องขอยกตัวอย่างการพัฒนาของโตโยต้าเพราะมีความคืบค่อนข้างมากกับการพัฒนาในเรื่องนี้ ในส่วนของการทำโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับการจราจรโตโยต้าได้พัฒนาระบบที่เรียกว่า ITS Connect หรือ Intelligent Transportation System ขึ้นมา เป็นการติดตั้งเซนเซอร์ไว้กับสัญญาณไฟจราจรหรือเสาไฟฟ้าตามแยกต่างๆ เพื่อทำหน้าที่ในการส่งสัญญาณหรือแจ้งเตือนรถยนต์ที่กำลังจะขับผ่านตรงจุดนั้น เช่น การแจ้งเตือนเพื่อลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากมุมอับสายตาเวลาที่มีการเลี้ยวหรือกลับรถตามแยกต่างๆ

    ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือการพัฒนาให้รถบนถนนคุยกันได้หรือที่เรียกกันว่า Vehicle to Vehicle หรือ Car to Car โตโยต้าเรียกการพัฒนาของตนในส่วนนี้ว่า Mobility Teammate Concept

    การพัฒนาเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานคงเหมาะสำหรับการจราจรในเมือง แต่การที่จะทำให้ทั่วถึงทุกพื้นที่คงเป็นไปได้ยาก แต่ถ้ารถทุกคันแชร์ข้อมูลระหว่างกันได้ก็จะใช้งานและได้ประโยชน์ร่วมกันในทุกเส้นทาง

    แนวคิดของการพัฒนาที่ว่านี้เป็นการอาศัยการแบ่งปันข้อมูลจากรถคันหน้าซึ่งจะพบเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ก่อนรถคันที่ขับตามมา หากรถคันหน้าพบว่าในเส้นทางมีสิ่งกีดขวาง เส้นทางชำรุด หรือมีอุบัติเหตุแล้วแบ่งปันข้อมูลให้กับรถคันหลังและคันหลังส่งข้อมูลต่อกันไปเป็นทอดๆ รถทุกคันก็จะสามารถทราบสถานการณ์ของเส้นทางข้างหน้าได้แบบเรียลไทม์และเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้

 การแบ่งปันข้อมูลระหว่างรถยนต์จำเป็นต้องอาศัยระบบที่สำคัญ 2 ส่วนด้วยกันคือ…

    - ระบบ Cloud เพื่อใช้ในการเก็บและแชร์ข้อมูล ส่วนการแบ่งปันข้อมูลระหว่างรถยนต์จะเป็นรูปแบบใดภาพ เสียง หรือข้อความก็เป็นเรื่องของการออกแบบ หรืออาจจะรองรับการสื่อสารทุกรูปแบบเลยก็เป็นไปได้

    - ระบบ Driving Intelligence เช่น กล้องบันทึกภาพ เรดาร์ หรือเซนเซอร์ เพื่อใช้ในการตรวจจับและบันทึกข้อมูล

     แนวคิดของการพัฒนาให้รถยนต์แบ่งปันข้อมูลระหว่างกันไม่เพียงจะช่วยลดโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุ แต่อาจส่งผลดีในเรื่องของลดปัญหาการจราจรด้วย ก็หวังว่าเทคโนโลยีดีๆ แบบนี้จะถูกพัฒนาและนำมาใช้ได้จริงในเร็ววัน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>