All posts by kamonchanok

Live Evolution ลูกเล่นใหม่เพื่อการไลฟ์ (LIVE) อย่างมีสีสัน

facebook-live

    ในขณะที่กระแสและความนิยมในการไลฟ์ (Live) เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ วิวัฒนาการของการไลฟ์ก็มีการพัฒนาความสามารถใหม่ๆ เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดยการไลฟ์ต่อจากนี้ไปจะมีเทคนิค วิธีการ และลูกเล่นที่น่าสนใจมากขึ้น รวมถึงมีเครื่องมือที่จะช่วยให้การไลฟ์มีคุณภาพไม่ต่างไปจากการทำรายการทีวีเลยทีเดียว

    ใครที่ไลฟ์ในเชิงธุรกิจอยู่แล้วหรือกำลังสนใจว่าจะใช้ประโยชน์จากการไลฟ์ด้วยเหมือนกัน มาดูกันว่าการไลฟ์ยังมีวิวัฒนาการอะไรใหม่ๆ ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพและความน่าสนใจให้กับการนำเสนอข้อมูลผ่านช่องทางนี้ได้อีกบ้าง

Facebook Live เชิญ Guest ได้ด้วย

    ขณะที่โซเชียลมีเดียหลายแห่งต่างก็ทยอยเปิดให้สมาชิกได้ใช้งานฟีเจอร์นี้กันอย่างถ้วนหน้า ตอนนี้ผู้นำเทรนด์อย่าง Facebook ได้ล้ำหน้าไปอีกขั้นกับการเพิ่มความสามารถให้การไลฟ์ด้วยการเปิดฟังก์ชันให้ผู้ไลฟ์ชวนแขกรับเชิญ (Guest) มาร่วมในการไลฟ์หรือนำเสนอข้อมูลร่วมกันได้

    ไม่ว่าแขกรับเชิญจะอยู่ที่ไหนก็ตาม เพียงแค่ผู้ไลฟ์ส่งคำเชิญ (Invite) ไปยังแขกรับเชิญที่ต้องการ เมื่อมีการตอบรับ หน้าจอไลฟ์ก็จะแบ่งเป็น 2 หน้าจอแสดงภาพและเสียงแบบสดๆ ของทั้ง 2 ฝ่ายไปพร้อมๆ กัน เป็นอีกความสามารถที่ช่วยสนับสนุนและนำไปใช้ส่งเสริมการขายได้อย่างดีทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น การขายสินค้า ผู้ขายสามารถเชิญลูกค้าที่มีความประทับใจในสินค้าเข้ามาร่วมแชร์ประสบการณ์การใช้สินค้าในการไลฟ์ครั้งนั้นได้ด้วย เป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าได้อีกทางหนึ่ง

 เหนือชั้นด้วยแอปพลิเคชันสำหรับการไลฟ์

    พัฒนาการของการไลฟ์ยังไม่หมดเพียงแค่นั้น นอกจากการไลฟ์ผ่านแอปพลิเคชั่นของผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียเองอย่าง Facbook App, Instagram หรือ Twitter ยังมีแอปพลิเคชันอื่นๆ ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นทางเลือกด้วย โดยจะมีคุณสมบัติและความสามารถบางอย่างที่เหนือกว่าแอปพลิเคชันพื้นฐาน เช่น Switcher Go เป็นแอปพลิเคชันที่มีเครื่องมือในการปรับแสงภาพระหว่างการไลฟ์ให้ใช้งาน ช่วยให้การจัดการในเรื่องของภาพและแสงระหว่างการไลฟ์ทำได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น และอีกฟังก์ชันหนึ่งที่น่าสนใจคือสามารถแทรกภาพประกอบระหว่างการไลฟ์ได้

 การทำไลฟ์ในระดับมืออาชีพ

    นอกจากนั้นยังมีโปรแกรมการไลฟ์สำหรับคอมพิวเตอร์ด้วย เช่น Wirecast ความสามารถของโปรแกรมนี้ช่วยให้การไลฟ์มีคุณภาพและความน่าสนใจไม่ต่างจากการถ่ายทำของรายการทีวีเลย เพราะสามารถใช้กล้อง DSLR หรือกล้องวีดีโอในการถ่ายทำได้แล้วส่งภาพมายังโปรแกรมเพื่อเผยแพร่ไปยังช่องทางการไลฟ์ที่ต้องการ รองรับกล้องมากกว่า 1 ตัวเพื่อการถ่ายวีดีโอหลายๆ มุม สามารถใส่ภาพประกอบ โลโก้ รวมไปถึงขึ้นข้อความที่ต้องการในช่วงเวลาต่างๆ ได้ ช่วยให้การไลฟ์มีความสมบูรณ์แบบและมีความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น แต่วิธีนี้จำเป็นที่จะต้องมีทีมงาน และทีมงานแต่ละคนจะต้องมีความสามารถในสิ่งที่ต้องรับผิดชอบเป็นอย่างดี เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการทำการตลาดผ่านไลฟ์แบบจริงจัง ไม่เพียงแค่หวังผลในเรื่องของการนำเสนอข้อมูลสินค้าและบริการเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการผลิตสื่อของบริษัทหรือสินค้าด้วย

     ในส่วนของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญและมีผลต่อประสิทธิภาพของการไลฟ์ก็มีการพูดถึงและหาแนวทางในการสร้างการเชื่อมต่อสัญญาณที่มีประสิทธิภาพด้วยเช่นกันเพื่อไม่ให้การไลฟ์ต้องสะดุดหรือขาดช่วง วิธีการหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจและมีการพูดถึงกันในกลุ่มของคนที่ติดตามและทดลองเรื่องของการทำไลฟ์แบบจริงจังคือ การใช้กล่อง Pepwave MAX On-The-Go ซึ่งรองรับการเชื่อมต่อ 3G/4G LTE จำนวน 3-4 ซิมการ์ด ในการทำ VPN Loadbalance

    วิวัฒนาการเกี่ยวกับการไลฟ์ที่ CS LOXINFO นำมาฝากกันในครั้งนี้เป็นสิ่งที่ทำได้แล้ว สามารถทดลองและนำไปประยุกต์ใช้ได้เลย หวังว่าจะมีประโยชน์ทั้งกับผู้ที่กำลังสนใจรวมถึงผู้ที่ทำไลฟ์ในเชิงธุรกิจอยู่แล้วและต้องการพัฒนาการทำการตลาดผ่านช่องทางนี้ให้ดียิ่งขึ้น Thus, by the time the three pooled their talents in write college papers 1966, their success was assumed

CS LOXINFO แนะนำ Application & Wearable Device เอาใจคนรักการออกกำลังกาย

    ยุคที่ใครๆ ก็แชร์กิจกรรมประจำวันผ่าน Social Network เราจึงได้เห็นว่าผู้คนในปัจจุบันหันมาให้ความสนใจเรื่องสุขภาพและการออกกำลังกายกันอย่างกว้างขวางทั้งผู้ชายและผู้หญิง การวิ่งระยะทาง 10 กิโลเมตรดูจะเป็นเรื่องที่ธรรมดามากๆ ใครๆ ก็วิ่งได้ จนมีการจัดแคมเปญการวิ่งแบบ Mini Half Marathon ให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ

    การออกกำลังที่ได้รับความนิยมก็จะเป็นประเภทที่ได้เคลื่อนไหวร่างกายและบริหารการเต้นของหัวใจหรือที่เรียกว่า คาร์ดิโอ (Cardio) ซึ่งมีประเภทกีฬาให้เลือกหลากหลายไม่ว่าจะเป็นการเดิน การวิ่ง หรือปั่นจักรยาน เป็นต้น ในครั้งนี้ CS LOXINFO จะมาแนะนำแอปพลิเคชันสำหรับการออกกำลังกายเหล่านั้นกันว่ามีแอปพลิเคชันไหนที่น่าสนใจบ้าง

Pacer  appCr.http://i2.wp.com/www.nyundressed.com/wp-content/uploads/2016/12/Best-iPhone-pedeometerPacer-Pedometer-App.jpg

    แอปพลิเคชันนับก้าว สำหรับคนที่อาศัยการเดินในชีวิตประจำวันเป็นการเผาผลาญพลังงานขอแนะนำ Pacer แอพนับก้าวที่สามารถนับจำนวนก้าวเดินในแต่ละวัน ระยะเวลา และระยะทาง รวมไปถึงมีการบันทึกสถิติที่ผ่านมาไว้ให้ด้วย อีกแอพหนึ่งที่แนะนำไว้เป็นทางเลือกคือ Moves มีความสามารถคล้ายกัน รวมถึงมีการบันทึกเส้นทางการเดินด้วย

RunkeeperCr.https://static1.squarespace.com/static/55e11fd7e4b0b3777a2194b6/56077c21e4b06b221ba50b3b/56086eace4b08574a5b60bc4/1443393795945/port_runkeeper1.png

    แอปพลิเคชันของคนชอบวิ่ง อย่าง Runtastic Running & Fitness เป็นแอพลำดับต้นๆ ที่คนชอบวิ่งนิยมใช้กันเลยเพราะมีการบันทึกและจัดเก็บข้อมูลที่ค่อนข้างละเอียด และหากใช้ตัว Pro ที่เสียเงินเพิ่มก็จะมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจอย่างเช่น มีเทรนเนอร์ส่วนตัวคอยให้คำแนะนำหรือสามารถค้นหาเส้นทางวิ่งที่น่าสนใจได้ เป็นต้น อีกแอพหนึ่งที่แนะนำให้ลองใช้กันดูคือ Runkeeper ซึ่งมีฟีเจอร์หนึ่งที่น่าสนใจอย่างเช่น Running Groups เอาไว้สร้างแคมเปญการแข่งวิ่งกับเพื่อนได้

EndomondoCr.http://4mobiles.net/wp-content/uploads/2016/07/Endomondo.jpg

    แอปพลิเคชันสำหรับคนรักการปั่น Endomondo เป็นแอพหนึ่งที่นักปั่นจำนวนมากเลือกใช้ ความสามารถที่น่าสนใจนอกจากเรื่องของการบอกระยะทางและเวลาแล้วก็คงเป็นการซิงค์ข้อมูลไปยังเว็บไซต์เอาไว้ตรวจสอบข้อมูลการปั่นหรือออกกำลังกายอื่นๆ ของตัวเองได้สะดวกขึ้น มีสังคมของคนชอบออกกำลังกายเอาไว้ติดตามสถิติหรือสร้างแคมเปญการแข่งขันร่วมกันเพื่อสร้างแรงจูงใจในการปั่น อีกแอพหนึ่งสำหรับคนชอบปั่นที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันคือ Strava มีความสามารถคล้ายๆ กับ Endomondo อยู่ที่ว่าใครจะชอบกราฟิกและการทำงานของแอพไหนมากกว่ากัน

    แอปพลิเคชันที่แนะนำไปนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งในกลุ่มของแอพพลิเคชันบันทึกข้อมูลการออกกกำลังกาย และแอพบางตัวยังสามารถใช้บันทึกข้อมูลการออกกำลังกายได้หลายประเภท เช่นแอพ Strava จะวิ่งหรือปั่นก็ใช้ด้วยกันได้เลย CS LOXINFO คงแนะนำพอเป็นแนวทางเท่านั้น

    ทีนี้มาว่ากันถึง Wearable Device สักหน่อย เป็นอุปกรณ์ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในหมู่ของคนรักการออกกำลังกาย โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มจริงจัง ต้องการบันทึกข้อมูลทั้งระยะทาง อัตราการเต้นของหัวใจ หรือแคลอรี่ไว้ตลอดเวลาเพื่อจัดเก็บไว้เป็นสถิติโดยอาจเชื่อมโยงไปถึงเรื่องของโภชนาการหรืออาหารการกินด้วย นอกจากนั้นการใช้ Wearable Device ยังช่วยให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้นในการวิ่งหรือการปั่นโดยไม่ต้องพกพาสมาร์ทโฟนติดตัว

    ไปดูกันว่าหากต้องการซื้อหา Wearable Device มาใช้โดยจะเป็น Smart Watch หรือ Fitness Band ก็ตาม ควรจะต้องพิจารณาอะไรบ้าง

    - ระบบปฏิบัติการที่รองรับ ก่อนอื่นต้องดูว่า Wearable Device ที่จะซื้อนั้นรองรับระบบปฏิบัติการใดบ้าง สามารถใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนที่ใช้งานอยู่ได้หรือไม่

    - ข้อมูลที่ต้องการ ต้องการทราบข้อมูลอะไรบ้าง อัตราการเต้นของหัวใจ แคลอรี่ ระยะทาง ฯลฯ เน้นที่ข้อมูลใดเป็นพิเศษหรือไม่ Wearable Device บางรุ่นในการตรวจจับค่าบางอย่าง เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ อาจต้องซื้ออุปกรณ์เสริมอย่างสายคาดอกเพิ่ม

    - การรองรับ GPS หากต้องการความแม่นยำเรื่องของระยะทางโดยที่ไม่ต้องพกพาสมาร์ทโฟนไปด้วยเวลาที่ออกกำลังกายซึ่งจะทำให้คล่องตัวมากขึ้น ก็อย่าลืมตรวจสอบคุณสมบัติการรองรับ GPS ของ Wearable Device ด้วย

    - คุณสมบัติการกันน้ำและฝุ่น การออกกำลังกายก็ต้องมีเหงื่อ มีการล้างมือ แขน ขา หรือล้างหน้ากันบ้าง เลือก Wearable Device ที่มีคุณสมบัติกันน้ำไว้สักหน่อยจะได้ปลอดภัยหายห่วง

    คุณสมบัติอื่นๆ ก็อาจจะเป็นเรื่องของการจัดการข้อมูลสามารถทำบน Wearable Device ได้เลยไหม หรือว่าต้องซิงค์ผ่านสมาร์ทโฟนเท่านั้น และเรื่องของการสวมใส่ควรเลือกขนาดที่ไม่ใหญ่เกินไป มีน้ำหนักไม่มาก ใส่แล้วพอดีกับสรีระ

    เทรนด์การออกกำลังกายคงจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากในอนาคตเกม VR เกี่ยวกับการปั่นจักรยานหรือการออกกำลังกายอื่นๆ เริ่มแพร่หลายมีเกมและอุปกรณ์ให้เลือกมากขึ้น คงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้คนหันมาออกกำลังกายอีกไม่น้อยเลยทีเดียว

Ich bin klicken Sie auf diesen Link jetzt gerne bereit jede mir gestellte aufgabe zu erfllen

ความปลอดภัยจะมากขึ้น เมื่อรถยนต์คุยกันผ่านระบบ Cloud

cloud car Cr. http://dragstermx.com/www/2014/10/16/hitachi-data-systems-y-clarion-se-unen-para-acelerar-el-desarrollo-de-la-conectividad-entre-autos/

    เรื่องที่จะเขียนถึงต่อไปนี้ไม่ใช่การเชื่อมต่อระหว่างสมาร์ทโฟนกับระบบ Infortainment ในรถยนต์เพื่อการซิงค์ข้อมูลใดๆ ที่จัดเก็บอยู่ใน Cloud แต่เป็นเรื่องของการพัฒนาในแวดวงยานยนต์ที่ไปไกลกว่านั้นมาก เรากำลังพูดถึงการพัฒนาระบบความปลอดภัยแบบบูรณาการจะเรียกว่าเป็นการจราจรแห่งอนาคตก็ได้

ความปลอดภัยในรถยนต์ถูกพัฒนาให้มีมาตรฐานที่ดีขึ้นตามลำดับ เริ่มจากมีการกำหนดมาตรการความปลอดภัยให้กับผู้ใช้รถออกเป็น 2 ส่วนคือ Active Safety หมายถึงการลดโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุจากสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงต่างๆ ระบบความปลอดภัยที่อยู่ในส่วนนี้ เช่น ระบบเบรก ABS อีกส่วนหนึ่งเรียกว่า Passive Safety หากหลีกเลี่ยงที่จะไม่ให้เกิดอุบัติเหตุไม่ได้จริงๆ อย่างน้อยก็ต้องมีระบบที่ช่วยบรรเทาความเสียหายหรือผ่อนหนักให้เป็นเบา ไม่ว่าจะเป็นการมีโครง สร้างตัวถังนิภัยที่แข็งแรง มีเข็มขัดนิรภัย หรือถุงลมนิรภัยตามจุดต่างๆ เป็นต้น

    ระบบความปลอดภัยในแต่ละส่วนทั้ง Active Safety และ Passive Safety ถูกพัฒนาและเติมเต็มในรถยนต์มากขึ้นดังที่เราจะเห็นได้ในโบร์ชัวรถยนต์ว่าระบบความปลอดภัยในปัจจุบันนี้มีอยู่ไม่น้อยเลย ล้วนแต่เป็นระบบที่ทันสมัยทั้งสิ้น เรียกว่าเป็นยุคของการขับขี่อัจฉริยะ บางค่ายก็ให้นิยามระบบความปลอดภัยของตนว่า Intelligent Mobility Driving บ้างก็เรียกว่า i-Activsense บางค่ายก็เรียก Safety Sense เป็นเพราะระบบเหล่านั้นสามารถรู้สภาวะการขับขี่ได้ว่าตอนไหนที่มีความเสี่ยงและแจ้งเตือนผู้ขับก่อนที่จะเกิดการเฉี่ยวชนขึ้น เช่นระบบ Smart City Brake Support หากมีการตรวจพบว่าอีกไม่กี่เมตรข้างหน้ามีคน รถยนต์ หรือวัตถุใดขวางอยู่ แต่ผู้ขับยังไม่มีการชะลอความเร็ว ระบบจะส่งเสียงเตือนเพื่อให้คนขับรู้ตัว หรืออาจถึงขั้นช่วยเบรกให้โดยอัตโนมัติ หรือระบบ Lane-Keep Assist System ที่จะช่วยเตือนเมื่อมีการขับรถออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งผู้ขับอาจจะหลับในหรือละสายตาไปจากถนน

    ระบบที่ยกตัวอย่างมาถือว่ามีความฉลาดมาก เป็นการสร้างการรับรู้หรือ Sense ให้กับรถยนต์เหมือนกับคนเรา แต่มีความแม่นยำมากกว่า แต่นั่นก็เป็นเพียงการป้องกันเฉพาะตัวเท่านั้น ยังมีอีก 2 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ คือ สภาพแวดล้อมโดยรอบเส้นทางและรถยนต์คันอื่นๆ ดังนั้นหากจะลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุให้ได้มากที่สุดจะต้องสร้างมาตรการความปลอดภัยแบบบูรณาการ แบ่งเป็นการทำโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับการจราจรตามแนวคิดใหม่และการทำให้รถยนต์ทุกคันบนท้องถนนแชร์ข้อมูลระหว่างกันได้

    ต้องขอยกตัวอย่างการพัฒนาของโตโยต้าเพราะมีความคืบค่อนข้างมากกับการพัฒนาในเรื่องนี้ ในส่วนของการทำโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับการจราจรโตโยต้าได้พัฒนาระบบที่เรียกว่า ITS Connect หรือ Intelligent Transportation System ขึ้นมา เป็นการติดตั้งเซนเซอร์ไว้กับสัญญาณไฟจราจรหรือเสาไฟฟ้าตามแยกต่างๆ เพื่อทำหน้าที่ในการส่งสัญญาณหรือแจ้งเตือนรถยนต์ที่กำลังจะขับผ่านตรงจุดนั้น เช่น การแจ้งเตือนเพื่อลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากมุมอับสายตาเวลาที่มีการเลี้ยวหรือกลับรถตามแยกต่างๆ

    ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือการพัฒนาให้รถบนถนนคุยกันได้หรือที่เรียกกันว่า Vehicle to Vehicle หรือ Car to Car โตโยต้าเรียกการพัฒนาของตนในส่วนนี้ว่า Mobility Teammate Concept

    การพัฒนาเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานคงเหมาะสำหรับการจราจรในเมือง แต่การที่จะทำให้ทั่วถึงทุกพื้นที่คงเป็นไปได้ยาก แต่ถ้ารถทุกคันแชร์ข้อมูลระหว่างกันได้ก็จะใช้งานและได้ประโยชน์ร่วมกันในทุกเส้นทาง

    แนวคิดของการพัฒนาที่ว่านี้เป็นการอาศัยการแบ่งปันข้อมูลจากรถคันหน้าซึ่งจะพบเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ก่อนรถคันที่ขับตามมา หากรถคันหน้าพบว่าในเส้นทางมีสิ่งกีดขวาง เส้นทางชำรุด หรือมีอุบัติเหตุแล้วแบ่งปันข้อมูลให้กับรถคันหลังและคันหลังส่งข้อมูลต่อกันไปเป็นทอดๆ รถทุกคันก็จะสามารถทราบสถานการณ์ของเส้นทางข้างหน้าได้แบบเรียลไทม์และเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้

 การแบ่งปันข้อมูลระหว่างรถยนต์จำเป็นต้องอาศัยระบบที่สำคัญ 2 ส่วนด้วยกันคือ…

    - ระบบ Cloud เพื่อใช้ในการเก็บและแชร์ข้อมูล ส่วนการแบ่งปันข้อมูลระหว่างรถยนต์จะเป็นรูปแบบใดภาพ เสียง หรือข้อความก็เป็นเรื่องของการออกแบบ หรืออาจจะรองรับการสื่อสารทุกรูปแบบเลยก็เป็นไปได้

    - ระบบ Driving Intelligence เช่น กล้องบันทึกภาพ เรดาร์ หรือเซนเซอร์ เพื่อใช้ในการตรวจจับและบันทึกข้อมูล

     แนวคิดของการพัฒนาให้รถยนต์แบ่งปันข้อมูลระหว่างกันไม่เพียงจะช่วยลดโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุ แต่อาจส่งผลดีในเรื่องของลดปัญหาการจราจรด้วย ก็หวังว่าเทคโนโลยีดีๆ แบบนี้จะถูกพัฒนาและนำมาใช้ได้จริงในเร็ววัน hausarbeit-agentur.com

ความกังวลด้านความปลอดภัยในทรัพย์สินและการดูแลผู้สูงอายุจะหมดไป ด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ Smart Home

    “ไฟ” คงเคยเห็นกันบ่อยๆ ในภาพยนตร์กับการเปิดไฟในบ้านหรืออาคารด้วยคำสั่งเสียง สิ้นเสียงคำสั่งแล้วไฟในห้องก็สว่างขึ้นทันที ตอนนี้เรากำลังอยู่ในยุคสมัยที่ทำแบบนั้นได้จริงๆ ไม่ใช่เรื่องของจินตนาการอีกต่อไป สามารถได้ในชีวิตจริงด้วยไม่ใช่เป็นเพียงต้นแบบหรือการพัฒนา แม้ว่าตอนนี้อาจยังไม่แพร่หลาย แต่ก็มีแนวโน้มที่จะก้าวไปสู่ยุคของสมาร์ทโฮม (Smarthome) ที่สมบูรณ์แบบอย่างแน่นอน

    หากมองเพียงมุมของความสะดวกสบายดูเหมือนว่าตลาดสมาร์ทโฮมน่าจะเกิดและเติบโตได้ยาก เพราะผู้อยู่อาศัยอาจมองว่าสมาร์ทโฮมเป็นสิ่งที่เกินความจำเป็น การใช้รีโมทในการควบคุมอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ลำบากเกินไป แต่ปัจจัยที่ทำให้ผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้มั่นใจว่าผู้อยู่อาศัยจะหันมาให้ความสนใจและตลาดสมาร์ทโฮมจะต้องโตขึ้นก็คือ ประโยชน์ในเรื่องของการปกป้องทรัพย์สินและการดูแลผู้สูงอายุ

    ด้านความปลอดภัย (Security) สมาร์ทโฮมจะช่วยลดความเสี่ยงทั้งเรื่องของการเกิดอัคคีภัย จากการที่ลืมปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ต่อไปจะสามารถทราบสถานะของเครื่องใช้ไฟฟ้ารวมถึงสั่งปิดการทำงานจากที่ไหนก็ได้ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนได้เลย และการมีสมาร์ทโฮมจะช่วยป้องกันทรัพย์สินภายในบ้านจากการถูกโจรกรรมด้วย

    สำหรับผู้สูงอายุ สมาร์ทโฮมจะเป็นผู้ช่วยได้เป็นอย่างดีทั้งเรื่องของการอำนวยความสะดวกในการเปิด-ปิดอุปกรณ์ต่างๆ แม้ว่าเครื่องใช้ภายในบ้านจะมีรีโมทอยู่แล้ว แต่การใช้รีโมทหลายๆ อัน อีกทั้งปุ่มกดกับตัวหนังสือที่ค่อนข้างเล็กก็ไม่ใช่เรื่องที่สะดวกสักเท่าไร ที่สำคัญคือการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น ทำหน้าที่ติดต่อญาติหรือโรงพยาบาลให้โดยอัตโนมัติ

    คนที่มีผู้สูงอายุอยู่ที่บ้านคงเข้าใจดีเกี่ยวกับความกังวลใจเมื่อจำเป็นต้องให้ผู้สูงอายุอยู่บ้านตามลำพัง ตามข้อมูลประชากรเมื่อปี พ.ศ. 2556 ประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุ 9.6 ล้านคน คาดว่าจำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็น 17.6 ล้านคนในปี พ.ศ. 2573 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านคนในปี พ.ศ. 2583 ดังนั้นความต้องการในส่วนนี้มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนgoogle smart home

Cr.http://www.channelnews.com.au/google-brings-challenge-to-amazon-digital-voice-assistant-market-to-deliver-rapid-growth/

    สมาร์ทโฮมไม่ใช่แค่เรื่องของการทำให้อุปกรณ์ต่างๆ สามารถควบคุมการทำงานผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนได้เท่านั้น แต่ยังสามารถดูความเคลื่อนไหวที่บ้านและควบคุมจากระยะไกลที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้ จะควบคุมด้วยคำสั่งเสียงก็ได้ซึ่งมีการพัฒนาให้เห็นบ้างแล้ว เช่น Google Home หรือ Amazon Echo Dot อุปกรณ์ซึ่งเป็นผู้ช่วยภายในบ้านที่พัฒนาโดยบริษัทชื่อดังอย่าง Google และ Amazon และต่อไปสมาร์ทโฮมคือการที่สามารถกำหนดให้สิ่งต่างๆ ภายในบ้านทำงานโดยอัตโนมัติได้อย่างแท้จริงตามที่ผู้อยู่อาศัยต้องการ

    จากปัจจัยรอบด้านที่ค่อนข้างพร้อมในตอนนี้โดยเฉพาะเรื่องของอินเทอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพและมีช่องทางการเชื่อมต่อที่สะดวก เอื้อให้การพัฒนาเกี่ยวกับ Internet of Things เป็นรูปธรรมมากขึ้น และมีบริษัทที่ให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในตลาดเพิ่มขึ้นด้วย มีทั้งบริษัทในวงการอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มนำเสนอแนวคิดเรื่องของสมาร์ทโฮมกับลูกค้า บางบริษัทผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้สำหรับบ้านอยู่แล้วก็หันมาต่อยอดและนำเสนออุปกรณ์ที่รองรับการใช้งานสำหรับสมาร์ทโฮมด้วย หรือบริษัทที่เป็นนักพัฒนาและเขียนโปรแกรมก็หันมาสนใจเกี่ยวกับการพัฒนาแอปพลิเคชันทางด้านนี้มากขึ้น

    แม้แต่ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตอย่าง AIS ก็มีการปรับตัวและพัฒนาการบริการที่รองรับในเรื่องของ Internet of Things ด้วยเช่นกัน เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงทิศทางของตลาดสมาร์ทโฮมว่ามีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้น มีการคาดการณ์จาก เมสเซ่ แฟรงก์เฟิร์ตนิว เอร่า (บริษัทผู้ดำเนินการจัดงานแสดงสินค้านานาชาติ) ว่าตลาดผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฮมในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2563 จะมีมูลค่าสูงถึง 2,500 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 40 เปอร์เซ็นต์/ปี โดยผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Home Automation จะได้รับความนิยมมากที่สุด

    ขณะนี้อุปกรณ์ต่างๆ เกี่ยวกับสมาร์ทโฮมที่มีจำหน่ายอยู่ในตลาดอาจยังไม่รองรับในการเชื่อมโยงเพื่อทำงานร่วมกันสักเท่าไร แต่ในอนาคตความเป็นสมาร์ทโฮมจะมีความสมาร์ทมากขึ้น ระบบและอุปกรณ์ต่างๆ จะมีมาตรฐานและสามารถทำงานร่วมกันได้

Still, the band visit this web-site succeeded in producing the first double album ever to achieve platinum status with 1968′s wheels of fire

3C ตัวช่วยสำหรับธุรกิจในยุค 4.0

 

3C CS LOXINFO    Digital Thailand 4.0 ยุคที่เทคโนโลยีและองค์ความรู้หลายๆ ด้านถูกพัฒนาจนสามารถใช้งานได้ดีและมีราคาที่เหมาะสมไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาหุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence -AI) เซ็นเซอร์รูปแบบต่างๆ รวมไปถึงเรื่องของคลาวด์คอมพิวติ้งที่ทำให้สิ่งต่างๆ เชื่อมโยงถึงกันได้จนเกิดเป็น Internet of Things (IoT), การพัฒนาเกี่ยวกับ Software as a Service (SaaS), เทคโนโลยีการขึ้นรูปวัสดุ 3 มิติ (Digital Fabrication และ 3D Printing) หรือแม้กระทั่งแนวคิดเกี่ยวกับ Marketing 4.0 ที่ทำให้สังคมและสภาพแวดล้อมในการทำงานต่างๆ เปลี่ยนไป

    สำนักงานแทบทุกแห่งในปัจจุบันต่างมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต หลายแห่งใช้บริการ FTTx หรือใยแก้วนำแสงทั้งในรูปแบบ Shared และ Dedicated Leased Circuit ซึ่งมีความเร็วในการให้บริการสูงสุดถึงระดับ Gbps และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีกเชื่อมต่อตรงไปยังจุดหรือพื้นที่ที่ต้องการ มีระบบเครือข่ายไร้สาย Wi-Fi เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงานผ่านอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งโน้ตบุ้ก สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต มีระบบ VPN, Cloud Computing และ WAN Optimization ช่วยให้สำนักงานสาขาและผู้ปฏิบัติงานทางไกล (Teleworkers) สามารถทำงานและเข้าถึงข้อมูลได้ไม่ต่างจากการปฏิบัติงานในสำนักงานใหญ่

    สิ่งเหล่านี้เอื้อให้เกิดการทำงานที่เรียกว่า "ทุกที่ทุกเวลา" นอกจากหมายถึงการเชื่อมต่อเครือข่ายได้ทุกที่ทุกเวลาแล้วระบบสารสนเทศยังต้องพร้อมใช้งานตลอดเวลาด้วย ธุรกิจส่วนใหญ่โดยเฉพาะธุรกิจที่มีบริการออนไลน์ให้ลูกค้าใช้งานจึงนิยมฝากเซิร์ฟเวอร์ไว้ที่ศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ (Data Center) หรือบนระบบคลาวด์แพลตฟอร์ม (Cloud Platform) เนื่องจากมีความปลอดภัยสูง มีระบบเครือข่ายความเร็วสูงที่ถูกออกแบบไว้เป็นอย่างดี มีระบบปรับอากาศ​ ระบบไฟฟ้าสำรองที่พร้อมใช้งานตลอดเวลา และยังสามารถทำระบบ Disaster Recovery (DR) เพื่อโอนย้ายฐานข้อมูลสำคัญไปยังศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์อีกแห่งหนึ่งได้เมื่อระบบเกิดการขัดข้อง

    ทางด้านโรงงานอุตสาหกรรมและสายการผลิต ปัจจุบันนี้ในส่วนของเครื่องจักรและเครื่องมือต่างๆ สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตได้เพื่ออ่านค่าสถานะการทำงาน บันทึกการทำงานเพื่อการตรวจสอบในภายหลัง (Log) หรือส่งคำสั่งควบคุมไปยังอุปกรณ์ต่างๆ ทำให้ธุรกิจสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อใช้ในการวางแผนและตอบสนองต่อการสั่งงานได้แบบเรียลไทม์

    มีการคาดการณ์กันว่าในอนาคตข้อมูลจากเครื่องจักรจะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันในลักษณะ Machine-to-Machine (M2M) เพิ่มมากขึ้น เช่น เครื่องจักร 2 เครื่องที่ต้องทำงานต่อเนื่องกันจะส่งค่าสถานะต่างๆ ให้กัน (เสมือนว่าเครื่องจักรทั้ง 2 เครื่องพูดคุยสื่อสารกัน) เพื่อปรับการทำงานให้สอดคล้องกัน จะเห็นว่าในยุคอุตสาหกรรม 4.0 นั้น ข้อมูลเป็นตัวเชื่อมโยงกระบวนการต่างๆ เข้าด้วยกัน และการเปลี่ยนแปลงของบางสิ่งบางอย่างจะส่งผลไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสิ่งอื่นๆ ในกระบวนการที่เกี่ยวเนื่องกันด้วย

    อีกสิ่งหนึ่งที่ธุรกิจทุกประเภทจำเป็นต้องคำนึงถึงคือเรื่องของความปลอดภัย (Security) ทั้งในด้านกายภาพ (Physical Security) เช่น การควบคุมการเข้าออกพื้นที่ปฏิบัติงาน (Access control) การตรวจตราด้วยกล้อง CCTV (Surveillance) หรือเซ็นเซอร์ในรูปแบบต่างๆ และความปลอดภัยทางด้านสารสนเทศ (IT Security) เนื่องจากข้อมูลในปัจจุบันเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินธุรกิจดังที่กล่าวมา

    อุปกรณ์ต่างๆ นิยมเชื่อมโยงข้อมูลถึงกันด้วยการใช้เครือข่าย TCP/IP Network การโจมตีข้อมูลและการโจมตีเครือข่ายจึงสร้างผลกระทบต่อธุรกิจได้อย่างมาก เช่น ถ้าข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับการทำงานของเครื่องจักรถูกทำลายย่อมส่งผลให้ธุรกิจหยุดชะงักและเสียหายได้ หรือหากมีผู้ไม่หวังดีโจมตีเว็บไซต์หรือขโมยข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าไปได้ก็จะทำให้องค์กรสูญเสียความน่าเชื่อถือในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งสำคัญมากกับธุรกิจบางประเภท เช่น ธุรกิจการเงินและธนาคาร เป็นต้น จึงจำเป็นต้องวางแผนด้านความปลอดภัยของข้อมูลและระบบอย่างรัดกุม

แนวคิด 3C : Connect Continue Create

    แนวคิด 3C คือการ "ต่อเชื่อม ต่อเนื่อง ต่อยอด" เป็นนโยบายที่ CS LOXINFO ใช้เป็นแนวคิดหลักในการสร้าง ICT Solutions ให้กับองค์กรธุรกิจ โดยหลักการแต่ละส่วนมีความหมาย ดังนี้

    ต่อเชื่อม (Connect) หมายถึง การเชื่อมโยงระบบต่างๆ เข้าด้วยกัน เช่น การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต การเชื่อมต่อสำนักงานสาขา และการเชื่อมต่อเครือข่ายภายในสำนักงานด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม
    โดยทั่วไปขั้นตอนนี้คือการออกแบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์นั่นเอง ในปัจจุบันการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต การเชื่อมต่อ VPN และอุปกรณ์เกี่ยวกับระบบเครือข่ายมีการพัฒนาขึ้นมาก มีให้เลือกตั้งแต่ราคาหลักพันบาทไปจนถึงหลายล้านบาท การ "ต่อเชื่อม" จึงต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมเกี่ยวกับขีดความสามารถและราคาประกอบกัน

    ต่อเนื่อง (Continue) หมายถึง กระบวนการทำงานที่มีความต่อเนื่องกันทั้งความพร้อมในด้านการใช้งานอย่างต่อเนื่อง (Continuity) และความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันระหว่างกระบวนการทำงาน (Interaction)
    การออกแบบระบบที่ทำงานได้อย่างต่อเนื่องต้องเริ่มตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานหรือการออกแบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มาจากขั้นตอนของการ "ต่อเชื่อม" เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ดีจะต้องมีทั้ง Stability คือการที่อุปกรณ์และการเชื่อมต่อต่างๆ ทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพ Scalability ความสามารถในการขยายขอบเขตของระบบได้ตามความต้องการโดยไม่ต้องปิดหรือหยุดการให้บริการระบบในวงกว้าง และ Security ความสามารถในการป้องกันการโจมตีและภัยคุกคามทางเครือข่ายในรูปแบบต่างๆ
    เมื่อเรามีเครือข่ายที่สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องแล้ว แอปพลิเคชั่นและบริการออนไลน์ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อน "กระบวนการ" ทางธุรกิจจำเป็นต้องมีการออกแบบการป้องกันความผิดพลาด (Fault-Tolerant) ที่ดีด้วยเช่นกัน หากมีส่วนหนึ่งส่วนใดของระบบทำงานผิดพลาด ข้อมูลของระบบจะต้องยังคงอยู่และสามารถให้บริการแก่ผู้ใช้งานต่อไปได้ โดยให้ผู้ใช้งานได้รับผลกระทบน้อยที่สุดหรือไม่เกิดผลกระทบเลย
    สำหรับระบบที่มีความซับซ้อนอาจต้องใช้เทคนิคหลายอย่างประกอบกัน เช่น การสำเนาชุดข้อมูลเหมือนกันไว้หลายแห่ง (Replication) การกระจายภาระงาน (Load-Balancing) การตรวจสอบเพื่อเฝ้าระวังระบบ (Monitoring) การสำรองข้อมูลและกู้คืน (Backup & Recovery) และการสร้างแผนการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (Business Continuity Plan - BCP) เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชั่นต่างๆ บนคลาวด์ (Software-as-a-Service - SaaS) ถูกออกแบบให้มีความสามารถดังกล่าวอยู่แล้วโดยที่ผู้ใช้งานจะไม่ได้รับความยุ่งยากหรือรับรู้เลยว่าระบบมีความผิดพลาด เช่น เราสามารถใช้ Google Spreadsheet ได้ตามปกติแม้ว่าจะมีเซิร์ฟเวอร์จำนวนหนึ่งในศูนย์ข้อมูลของ Google เกิดการขัดข้องก็ตาม

    ต่อยอด (Create) หมายถึง การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจโดยการนำไอซีทีไปสนับสนุนการพัฒนาในด้านต่างๆ เช่น ช่วยให้การทำงานมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวมากขึ้น มีต้นทุนการปฏิบัติงานลดลง ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น หรือมีความพร้อมต่อการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับการแข่งขันในตลาดได้อย่างรวดเร็ว
    ยกตัวอย่างธุรกิจขนาดเล็กในระยะเริ่มต้นอาจอาศัยเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างเฟสบุ๊ค ไลน์ หรืออินสตาแกรมเป็นช่องทางหลักในการติดต่อกับลูกค้า ต่อมาอาจมีเว็บไซต์ของบริษัเพื่อให้ข้อมูลที่เป็นทางการแก่ลูกค้า เพราะเครือข่ายสังคมออนไลน์มีโอกาสที่ผู้อื่นจะแอบอ้างหรือให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับสินค้าได้ แต่กระบวนการสั่งสินค้า การโอนเงิน การจัดการสต็อกสินค้า การส่งสินค้า และการทำบัญชีอาจยังใช้บุคคลในการจัดทำซึ่งเหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ยังมียอดสั่งซื้อไม่มากนัก และอาจจะเป็นกิจการแบบเจ้าของคนเดียว โดยเจ้าของมีความรู้และความเข้าใจในกระบวนการทั้งหมด

    เมื่อธุรกิจเติบโตและมีปริมาณการสั่งซื้อเพิ่มขึ้น การสต็อกสินค้าและการทำบัญชีมีความซับซ้อนมากขึ้น การใช้คนทำงานในกระบวนการต่างๆ อาจจะไม่ทันต่อความต้องการของลูกค้า อีกทั้งอาจมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ (Human-Error) การจัดส่งสินค้าอาจผิดพลาดและใช้เวลานานจนส่งผลต่อความพึงพอใจของลูกค้าและสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจ

    การนำไอซีทีไปใช้ในการบริหารธุรกิจไม่ว่าจะเป็นการสร้างระบบสั่งซื้อสินค้าและชำระเงินผ่านหน้าเว็บไซต์ (e-Commerce & e-Payment System) การใช้ระบบคลาวด์ในการทำงานร่วมกันระหว่างแผนก ระบบแอปพลิเคชั่นสำนักงานบนคลาวด์ (Cloud Office Suite) ที่ทำให้ผู้ปฏิบัติงานทุกคนสามารถร่วมกันแก้ไขข้อมูลบนเอกสารหรือสเปรดชีทอันเดียวกันได้ การใช้ระบบ Cloud ERP เข้ามาช่วยทำให้กระบวนการจัดซื้อ การขาย การสต็อกสินค้ามีความสมดุลกัน สามารถจัดทำบัญชีได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง หรือในธุรกิจโรงแรมหากมีการนำเอาระบบบริหารการจองห้องพักและการให้บริการต่างๆ บนคลาวด์มาประยุกต์ใช้ ธุรกิจร้านอาหารใช้ระบบสั่งอาหารผ่าน Smartphone มีการส่งออร์เดอร์ไปยังครัวได้ทันที ทำให้สามารถเสริฟอาหารและคิดราคาได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ก็จะช่วยให้ธุรกิจมีศักยภาพที่เหนือกว่าคู่แข่งได้

    จะเห็นได้ว่าการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีไอซีทีอย่างเหมาะสม ไอซีทีจะเป็นทั้งเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาและเพิ่มศักยภาพให้กับธุรกิจ ยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์หรือองค์กรและยังต่อยอดธุรกิจให้เจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดได้ดังที่บริษัทเกิดใหม่อย่าง Startup ประสบความสำเร็จมาแล้ว

“การดำเนินธุรกิจในยุคดิจิตอลไม่อาจเติบโตและแข่งขันได้หากไม่นำเทคโนโลยีไอซีทีไประยุกต์ใช้ในการบริหารและการทำงาน” Beauftragen sie autor tommyhh19 ber ghostwriter kosten by https://ghostwriter-hilfe.com content

Untitled

    เทคโนโลยี VR หรือ Virtual Reality ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในปี 2016 เป็น Gadget ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากเทคโนโลยีนี้ไม่ใช่แค่สร้างโลกเสมือนให้คนเข้าไปสัมผัสผ่านแว่น VR ได้เท่านั้น แต่ยังทำภารกิจเพื่อสัมผัสประสบการณ์ต่างๆ ตามที่ผู้สร้างคอนเทนต์ต้องการนำเสนอได้อีกด้วย

มูลค่าการตลาดจะโตขึ้นจากปี 2016 กว่า 10 เท่า

    การที่บอกว่าเทคโนโลยี VR ได้รับความสนใจก็คงไม่ชัดเจนเท่ากับการมีตัวเลขอ้างอิงมาแสดงให้เห็นว่ามากสักแค่ไหน ข้อมูลต่อไปนี้เป็นการวิจัยของ Juniper Research ที่ได้สำรวจตลาดเกี่ยวกับเทคโนโลยี VR เมื่อปี 2016 ซึ่งได้ข้อมูลว่าเทคโนโลยีดังกล่าวนี้มีมูลค่าถึง 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ และจากข้อมูลที่ได้มาทำให้คาดการณ์ว่ามูลค่าการตลาดจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเพื่มขึ้นไม่น้อยกว่า 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปี 2021 ทั้งนี้มูลค่าการตลาดที่ว่าหมายรวมถึงอุปกรณ์จำพวกฮาร์ดแวร์ต่างๆ ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี VR ไม่ว่าจะเป็นแว่น VR, หูฟัง, กล้อง 360 องศา, อุปกรณ์ต่อพ่วง และอื่นๆ และจะว่าไปแล้วอีกส่วนหนึ่งที่จะได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ด้วยก็คือผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ทั้งหลาย

ทำอะไรได้มากกว่าแค่การเป็นอุปกรณ์ในการเล่นเกม

    ที่ผ่านมาข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยี VR ที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ มักเป็นเรื่องราวที่อยู่ในวงการเกมเสียส่วนใหญ่ แน่นอนว่าอุตสาหกรรมเกมจะเป็นตลาดหลักของเทคโนโลยีนี้ อย่างน้อยก็ในระยะเวลาช่วงแรกๆ นี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเทคโนโลยี VR จะตอบสนองหรือใช้งานได้แค่การเป็นอุปกรณ์ในการเล่นเกมเท่านั้น

    การที่สามารถสร้างสรรค์โลกเสมือนจริงและนำพาคนเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ในโลกเสมือนเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ได้ เทคโนโลยีนี้จึงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมหรือวงการต่างๆ ได้อีกมากมายทั้งในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว, แวดวงการศึกษา, การช็อปปิ้ง, การแพทย์ ฯลฯ ดังที่มีตัวอย่างการพัฒนาออกมาให้เห็นบ้างแล้ว เช่น โรงแรม Marriott ได้สร้างโปสการ์ดในรูปแบบ VR ให้ผู้ที่เข้าพักได้สัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าสนใจ หรือการให้ลูกค้ามีโอกาสได้สัมผัสกีฬาเอ็กตรีมอย่างการปีนเขาหรือไต่หน้าผาของ Merrell แบรนด์รองเท้าชื่อดัง เป็นต้น

ช่องทางสำคัญของการทำ Digital Marketing

    ได้เห็นถึงขอบเขตความสามารถที่เทคโนโลยี VR ทำได้ต้องบอกว่าอัตราการเติบโตที่ Juniper Research คาดการณ์ไว้นั้นคงไม่ใช่สิ่งเกินความเป็นจริง เมื่อมีผู้ใช้เพิ่มมากขึ้นประกอบกับรูปแบบการใช้งานที่ผู้ใช้ต้องสวมแว่นเพื่อเข้าไปอยู่ในโลกเสมือนในการสัมผัสคอนเทนต์ต่างๆ ส่งผลให้เทคโนโลยี VR ได้กลายเป็นเป้าหมายสำหรับการใช้ประโยชน์ในด้านการตลาดอีกด้วย โดยสื่อต่างๆ และนักการตลาดทั้งหลายต่างเห็นพ้องต้องกันว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็นช่องทางในการทำ Digital Marketing ที่สำคัญในปี 2017

mcdonalds-working-on-its-own-vr-headset

Cr.http://www.theverge.com/2016/2/29/11134302/mcdonalds-virtual-reality-happy-goggles

    ผู้ประกอบการคงต้องคิดและวางแผนว่าจะทำตลาดอย่างไรให้ลูกค้ามีโอกาสได้เห็น รับรู้ หรือสัมผัสสินค้าและบริการผ่านเทคโนโลยีที่เป็นโลกเสมือนนี้ ตัวอย่างที่มีให้เห็นก็อย่างเช่น McDonald’s ได้ออกแบบกล่องใส่อาหารชุด Happy Meal ให้สามารถพับเป็นแว่น VR และใช้ร่วมกับสมาร์ทโฟนได้ ทางด้านผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและแว่น VR ด้วยอย่าง Samsung ก็เคยนำเสนอการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ผ่านโลกเสมือนมาแล้ว

    ที่ดูจะล้ำหน้ากว่าใครคงเป็นตัวอย่างการใช้ Social Network อย่าง Facebook ผ่านแว่น VR ของ Mark Zuckerberg ที่เพื่อนสมาชิกในเครือข่ายสามารถเข้าไปพบปะพูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกันได้ ด้วยการสร้าง Avatar หรือการ์ตูนซึ่งสามารถถ่ายทอดอารมณ์ได้แทนตัวเองขึ้นมา

    เมื่อได้เห็นเจ้าพ่อ Social Network อย่าง Mark Zuckerberg โชว์การใช้เทคโนโลยี VR ทำให้คิดถึงภาพยนตร์ที่ Bruce Willis แสดงเรื่อง Surrogates ขึ้นมาทันที อดคิดไม่ได้ว่าต่อไปผู้คนคงต้องเข้าไปพบปะกันใน Virtual Society แล้วสินะ De autorin tommyhh19 stellt sich vor hallo sehr geehrte damen und herren,ich bin tom schulz ich bin 19 jahre bachelorarbeit alt und komme aus dortmund

Nintendo Switch เกมคอนโซลพกพาได้ ในราคา 299 ดอลลาร์!

nintendo switch

Cr.http://bgr.com/2017/02/01/nintendo-switch-super-bowl-commercial/

    แฟนคลับปู่นินเตรียมเงินไว้รอได้เลย เครื่องเกมคอนโซลรุ่นใหม่ Nintendo Switch ที่เพิ่งเปิดตัวไปหมาดๆ พร้อมขายในวันที่ 3 มีนาคมนี้แล้ว ด้วยราคาที่ใครๆ ก็บอกว่าไม่แพงเลย 299 ดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยก็ราวๆ 10,500 บาทเท่านั้น ที่สำคัญในรอบนี้ปู่นินไม่ล็อกโซน ซื้อที่ไหนก็เล่นได้สบายหายห่วง

Nintendo Switch มาในคอนเซ็ปต์ Switch and Play

    ตั้งแต่ที่มีการปล่อยทีเซอร์2 เดือนก่อนงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เครื่องเกมรุ่นใหม่ของ Nintendo ก็ได้รับความความสนใจจากคอเกมอย่างมากเนื่องจากมีรูปแบบการเล่นที่ไม่เหมือนใคร ไม่ใช่เครื่องเกมคอนโซลต่อทีวีที่เล่นอยู่บ้านได้เท่านั้น ทว่ามาในคอนเซ็ปต์ Switch and Play เล่นได้แบบไฮบริดเป็นได้ทั้งเกมคอนโซลและเกมพกพา สามารถเล่นได้ถึง 3 โหมด คือ TV Mode, Table Top Mode และ Handheld Mode รองรับผู้เล่นได้สูงสุดถึง 8 คน ด้วยการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi

    หากเล่นอยู่ที่บ้าน Nintendo Switch สามารถเล่นบนทีวีได้ด้วยการเชื่อมต่อผ่าน Nintendo Switch Dock และควบคุมเกมผ่าน Joy-Con-Grip โดยการแสดงผลผ่านจอทีวีจะมีความละเอียด1080p หากกำลังติดพันในความมันของเกมหรือต้องการพกพาออกไปเล่นนอกบ้านก็ทำได้ง่ายๆ ด้วยการดึงเอาหน้าจอ Nintendo Switch ซึ่งมีขนาด 6.2 นิ้วออกจาก Dock พร้อมกับดึงเอาจอยซึ่งเรียกว่า Joy-Con ออกจาก Grip และนำมาเสียบเข้ากับด้านข้างของหน้าจอ Switch แล้วพกพาไปเล่นที่ไหนก็ได้ สำหรับการแสดงผลบนหน้าจอพกพาจะมีความละเอียดอยู่ที่ 720p เล่นได้นาน 2.5-6 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับเกมที่เล่น รองรับการชาร์จแบตเตอรี่ผ่าน USB-C

Joy-Con ลูกเล่นสำคัญของ Nintendo Switch

    Joy-Con เป็นอุปกรณ์ที่มีบทบาทสำคัญมากของเครื่องเกมรุ่นนี้ มีลูกเล่นแพรวพราวรอบตัว รองรับผู้เล่นได้ทั้งแบบ 1 Player และ 2 Player ไม่ว่าจะทำหน้าที่เป็นจอยเดี่ยวหรือใช้งานแยกกันเป็น 2 จอย Joy-Con ก็จะมีปุ่มควบคุมครบทุกปุ่มที่จำเป็นต้องใช้ ไม่ว่าจะเป็นปุ่มอนาล็อก A ,B ,X, Y ปุ่ม L, R และ ZL กับ ZR สามารถเล่นได้ทุกเกมแบบไม่มีข้อจำกัด อีกทั้งตัว Joy-Con ยังมาพร้อมคุณสมบัติที่โดดเด่นหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นระบบสั่นที่มีความละเอียดมากกว่าเดิม มีระบบ IR Camera ในการตรวจจับวัตถุและวัดระยะห่างระหว่างจอยกับวัตถุ รองรับ NFC มีเซ็นเซอร์ Accelerometer และ Gyro และมีระบบ Motion Sensor เหมือนกับ Wii Mote ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสนใจเป็นพิเศษ

    การใช้งาน Joy-Con ไม่ว่าจะเป็นการเล่นที่บ้านหรือแบบพกพาสามารถแยกออกจาก Dock หรือหน้าจอ Switch ได้อย่างอิสระ เพราะ Joy-Con มีแบตเตอรี่ความจุ 525 แอมป์อยู่ในตัว สามารถใช้งานได้นาน 20 ชั่วโมง

เล่นได้ทั่วโลกไม่ล็อกโซน ระบบออนไลน์พัฒนาใหม่

    Nintendo Switch จะขายในวันที่ 3 มีนาคมพร้อมกันทั้งญี่ปุ่นและอเมริกาในราคา 29,980 เยน หรือ 299.99 ดอลลาร์ ถ้าคิดเป็นเงินไทยก็ราวๆ 10,500 บาท นอกจากระดับราคาที่หลายคนพอใจ อีกสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นที่ถูกอกถูกใจอย่างมากคือ Nintendo Switch ไม่มีการล็อกโซนหรือแบ่งภูมิภาคของเครื่องเหมือนเครื่องเกมรุ่นอื่นๆ ที่ผ่านมาของปู่นิน

    นอกจากนั้นยังมาพร้อมกับ Nintendo Switch Online Service ที่มีการพัฒนาใหม่ให้ดียิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่เป็นสมาชิกจะได้รับสิทธิพิเศษหลายอย่างทั้งการซื้อเกมในราคาพิเศษ มีเกมฟรีให้เล่นในแต่ละเดือน รวมถึงมีระบบ Online Lobby และ Voice Chat ให้ใช้งาน ในเบื้องต้นหลังการจำหน่ายในเดือนมีนาคมบริการออนไลน์จะเปิดให้ใช้งานฟรีไปก่อนถือว่าเป็นช่วงทดลองใช้จนกว่าจะมีการเปิดระบบอย่างเป็นทางการ

    ทางด้านเกมที่รองรับสำหรับ Nintendo Switch ตอนนี้มีการเปิดตัวแล้วกว่า 80 เกม ทั้งเกมที่พัฒนาโดย Nintendo เองและพันธมิตรอีกกว่า 50 ค่าย เกมเด่นๆ ก็อย่างเช่น ARMS เกมต่อยมวยกราฟิกเทพ, Splatoon 2, XenoBlade 2, Fire Emblem Warriors, Zelda: Breath of the Wild, Sonic, Justdance, Minecraft และที่ขาดไม่ได้เกมคู่บุญอย่าง Super Mario Odyssey ที่มีการออกแบบฉากและรูปแบบการเล่นใหม่ ใครเป็นแฟนปู่นินเตรียมสตางค์ไว้เลย essays online

Digital Marketing Trends จากเรื่องเล่นๆ จะกลายเป็นช่องทางการตลาดที่สำคัญในปี 2017

Digital Marketing

การที่จะประสบความสำเร็จในการทำการตลาดออนไลน์ได้ ไม่ใช่เพียงแค่เปลี่ยนวิธีการแบบเดิมจากออฟไลน์ไปเป็นออนไลน์เท่านั้น จำเป็นต้องติดตามและปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำการตลาดในแต่ละช่วงเวลาด้วย

สำหรับทิศทางการตลาดของ Digital Marketing ในปี 2017 ถ้าใครติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวในแวดวงไอทีตลอดจนเรื่องราวของการตลาดออนไลน์ คงจับทางได้ว่าแพลตฟอร์มหรือเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อการใช้งานในเชิงไลฟ์สไตล์กำลังจะกลายเป็นช่องทางการตลาดที่มีศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็น…

- Facebook Live มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก คงมองถึงอนาคตไว้แล้วว่าเครื่องมือตัวนี้จะมีอิทธิพลต่อการตลาดออนไลน์ ถึงแม้ตอนที่เปิดตัว Live จะเป็นเพียงฟังก์ชันการใช้งานหนึ่งที่จะทำให้ผู้คนในเครือข่ายของ Facebook แชร์เรื่องราวระหว่างกันได้แบบเรียลไทม์ในรูปแบบวิดีโอ แต่จากนั้นไม่นานก็แสดงศักยภาพในการเป็นช่องทางการตลาดออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน  เนื่องจากเป็นช่องทางที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง ที่สำคัญสามารถประเมินผลตอบรับทางการตลาดไปจนถึงยอดขายได้ในทันที นอกจาก Facebook Live แล้ว ต้องติดตาม Live Video Streaming ช่องทางอื่นๆ ด้วยว่าต่อจากนี้ไปจะมีช่องทางใดที่สามารถใช้ประโยชน์ในทางการตลาดแบบนี้ได้อีกบ้าง

- Chatbot หลายปีก่อน Chatbot ยังไม่ฉลาดเท่าไรถามอย่างตอบอีกอย่าง ตอบผิดตอบเพี้ยนจนถูกล้อเลียนเป็นที่สนุกสนาน แต่วันนี้ Chatbot ซึ่งถูกพัฒนาตามแนวทางของ Artificial Interlligence หรือ A.I. ชาญฉลาดมากขึ้นแล้ว แอปพลิเคชันแชตทั้งหลายทั้ง LINE, Facebook Messenger, Twitter และอื่นๆ ต่างก็ให้ความสนใจที่จะนำมาต่อยอดกับบริการของตน เนื่องจากมีจุดเด่นที่เอื้อต่อการทำการตลาดคือ ช่วยให้ผู้ประกอบการไม่พลาดหรือตกหล่นในการตอบข้อสงสัยใดๆ จากลูกค้า อีกทั้งยังช่วยนำเสนอสินค้าและบริการให้กับกลุ่มเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจได้อีกด้วย

- Augmented Reality ไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่แต่ได้รับความสนใจอีกครั้งหลังจากที่ค่าย Nintendo นำมาประยุกต์ใช้ในการเล่นเกม Pokemon Go เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมาจนฮิตไปทั่วโลก เป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์การเล่นเกมที่ต้องบันทึกเอาไว้เลย เทคโนโลยี AR สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำกิจกรรมทางการตลาดของธรุกิจได้หลายอย่าง เช่น การค้นหา Item หรือ Point ในการแลกของรางวัลหรือสะสมคะแนน เป็นต้น

- Virtual Reality เทคโนโลยี AR เป็นการนำโลกเสมือนมาอยู่บนโลกความเป็นจริง ส่วน VR จะกลับกันเป็นการนำผู้ใช้งานเข้าไปอยู่ในโลกเสมือนเพื่อทำสิ่งต่างๆ ผ่านแว่นตา VR ที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน เป็นอีกช่องทางของ Digital Marketing ที่ได้รับการพูดถึงว่าจะเป็นเทรนด์ในปี 2017 นักการตลาดควรวางแผนว่าจะนำสินค้าไปอยู่ในโลกเสมือนในรูปแบบใดที่จะให้ผู้ใช้เทคโนโลยี VR ได้เห็น สัมผัส และเกิดการรับรู้ ส่วนทิศทางการตลาดด้านอื่นๆ โดยรวมแล้วยังคงอยู่บนพื้นฐานเดิม แต่จำเป็นต้องเพิ่มเติมกลยุทธ์อะไรบางอย่างบ้าง อย่างเช่น…

- Interactive Content ควรมีการสร้างคอนเทนต์ที่กลุ่มเป้าหมายสามารถโต้ตอบหรือมีส่วนร่วมได้ เพื่อดึงดูดความสนใจและการมีส่วนร่วมในเนื้อหาที่ต้องการนำเสนอ

- Serialized Content คอนเทนต์ที่สร้างขึ้นไม่จำเป็นต้องสรุปและจบในครั้งเดียว อาจสร้างเป็นเรื่องราวในลักษณะของซีรีย์เพื่อให้เกิดความน่าสนใจ ที่สำคัญคือการดึงดูดให้กลุ่มเป้าหมายกลับมาติดตามเรื่องราวของสินค้าและบริการอีกครั้งหนึ่ง

- Influencer Marketing ใช้ประโยชน์จากผู้ที่มีอิทธิพลต่อสินค้าและบริการที่ได้รับความเชื่อถือในการนำเสนอข้อมูลและมีผู้ติดตามจำนวนมาก เช่น Blogger ที่มีชื่อเสียงซึ่งมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการในด้านหนึ่งด้านใดโดยเฉพาะในการเผยแพร่ข้อมูลหรือโฆษณาประชาสัมพันธ์ วิธีนี้นอกจากข้อมูลของธุรกิจที่ต้องการนำเสนอจะถูกเผยแพร่ในวงกว้างแล้ว การรีวิวของผู้ที่มีอิทธิพลต่อสินค้ายังส่งผลต่อการตัดสินใจและใช้บริการของกลุ่มเป้าหมายด้วย

- Native Advertising ควรคิดค้นวิธีการนำเสนอสินค้าและการโฆษณาที่กลมกลืนไปกับคอนเทนต์ หรือการโฆษณาที่ไม่ทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้สึกว่ากำลังถูกเสนอขายสินค้า ผู้ใช้งานสื่อออนไลน์ไม่ว่าจะในช่องทางใด เว็บไซต์ Social Network หรือ YouTube ต่างก็ไม่ชอบที่การติดตามข้อมูลหรือรับชมความบันเทิงจะต้องสะดุดจากการมีโฆษณา ไม่เพียงทำให้เสียอารมณ์ อาจถึงขั้นเกิดความไม่พึงพอใจต่อสินค้าไปเลยก็ได้ ดังนั้นพยายามหลีกเลี่ยงการทำโฆษณาแบบตรงไปตรงมาหรือว่า Hard Sell จนเกินไป

สุดท้ายไม่ว่าจะทำอะไรให้คำนึงถึง “Mobile First” ไว้เสมอ สิ่งที่ทำควรรองรับและแสดงผลได้ดีบนสมาร์ทโฟน เพราะเป็นเสมือนประตูสู่การเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ของกลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าของธุรกิจนั่นเอง Its personalities were largely incompatible website that will write a paper for me with one another and with the overall mission of the band