All posts by kamonchanok

Live Evolution ลูกเล่นใหม่เพื่อการไลฟ์ (LIVE) อย่างมีสีสัน

facebook-live

    ในขณะที่กระแสและความนิยมในการไลฟ์ (Live) เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ วิวัฒนาการของการไลฟ์ก็มีการพัฒนาความสามารถใหม่ๆ เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดยการไลฟ์ต่อจากนี้ไปจะมีเทคนิค วิธีการ และลูกเล่นที่น่าสนใจมากขึ้น รวมถึงมีเครื่องมือที่จะช่วยให้การไลฟ์มีคุณภาพไม่ต่างไปจากการทำรายการทีวีเลยทีเดียว

    ใครที่ไลฟ์ในเชิงธุรกิจอยู่แล้วหรือกำลังสนใจว่าจะใช้ประโยชน์จากการไลฟ์ด้วยเหมือนกัน มาดูกันว่าการไลฟ์ยังมีวิวัฒนาการอะไรใหม่ๆ ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพและความน่าสนใจให้กับการนำเสนอข้อมูลผ่านช่องทางนี้ได้อีกบ้าง

Facebook Live เชิญ Guest ได้ด้วย

    ขณะที่โซเชียลมีเดียหลายแห่งต่างก็ทยอยเปิดให้สมาชิกได้ใช้งานฟีเจอร์นี้กันอย่างถ้วนหน้า ตอนนี้ผู้นำเทรนด์อย่าง Facebook ได้ล้ำหน้าไปอีกขั้นกับการเพิ่มความสามารถให้การไลฟ์ด้วยการเปิดฟังก์ชันให้ผู้ไลฟ์ชวนแขกรับเชิญ (Guest) มาร่วมในการไลฟ์หรือนำเสนอข้อมูลร่วมกันได้

    ไม่ว่าแขกรับเชิญจะอยู่ที่ไหนก็ตาม เพียงแค่ผู้ไลฟ์ส่งคำเชิญ (Invite) ไปยังแขกรับเชิญที่ต้องการ เมื่อมีการตอบรับ หน้าจอไลฟ์ก็จะแบ่งเป็น 2 หน้าจอแสดงภาพและเสียงแบบสดๆ ของทั้ง 2 ฝ่ายไปพร้อมๆ กัน เป็นอีกความสามารถที่ช่วยสนับสนุนและนำไปใช้ส่งเสริมการขายได้อย่างดีทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น การขายสินค้า ผู้ขายสามารถเชิญลูกค้าที่มีความประทับใจในสินค้าเข้ามาร่วมแชร์ประสบการณ์การใช้สินค้าในการไลฟ์ครั้งนั้นได้ด้วย เป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าได้อีกทางหนึ่ง

 เหนือชั้นด้วยแอปพลิเคชันสำหรับการไลฟ์

    พัฒนาการของการไลฟ์ยังไม่หมดเพียงแค่นั้น นอกจากการไลฟ์ผ่านแอปพลิเคชั่นของผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียเองอย่าง Facbook App, Instagram หรือ Twitter ยังมีแอปพลิเคชันอื่นๆ ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นทางเลือกด้วย โดยจะมีคุณสมบัติและความสามารถบางอย่างที่เหนือกว่าแอปพลิเคชันพื้นฐาน เช่น Switcher Go เป็นแอปพลิเคชันที่มีเครื่องมือในการปรับแสงภาพระหว่างการไลฟ์ให้ใช้งาน ช่วยให้การจัดการในเรื่องของภาพและแสงระหว่างการไลฟ์ทำได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น และอีกฟังก์ชันหนึ่งที่น่าสนใจคือสามารถแทรกภาพประกอบระหว่างการไลฟ์ได้

 การทำไลฟ์ในระดับมืออาชีพFB-Live-Wirecaststreaming-to-fb-live

Cr.https://iag.me/socialmedia/broadcast-facebook-live-wirecast/

    นอกจากนั้นยังมีโปรแกรมการไลฟ์สำหรับคอมพิวเตอร์ด้วย เช่น Wirecast ความสามารถของโปรแกรมนี้ช่วยให้การไลฟ์มีคุณภาพและความน่าสนใจไม่ต่างจากการถ่ายทำของรายการทีวีเลย เพราะสามารถใช้กล้อง DSLR หรือกล้องวีดีโอในการถ่ายทำได้แล้วส่งภาพมายังโปรแกรมเพื่อเผยแพร่ไปยังช่องทางการไลฟ์ที่ต้องการ รองรับกล้องมากกว่า 1 ตัวเพื่อการถ่ายวีดีโอหลายๆ มุม สามารถใส่ภาพประกอบ โลโก้ รวมไปถึงขึ้นข้อความที่ต้องการในช่วงเวลาต่างๆ ได้ ช่วยให้การไลฟ์มีความสมบูรณ์แบบและมีความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น แต่วิธีนี้จำเป็นที่จะต้องมีทีมงาน และทีมงานแต่ละคนจะต้องมีความสามารถในสิ่งที่ต้องรับผิดชอบเป็นอย่างดี เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการทำการตลาดผ่านไลฟ์แบบจริงจัง ไม่เพียงแค่หวังผลในเรื่องของการนำเสนอข้อมูลสินค้าและบริการเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการผลิตสื่อของบริษัทหรือสินค้าด้วย

    ในส่วนของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญและมีผลต่อประสิทธิภาพของการไลฟ์ก็มีการพูดถึงและหาแนวทางในการสร้างการเชื่อมต่อสัญญาณที่มีประสิทธิภาพด้วยเช่นกันเพื่อไม่ให้การไลฟ์ต้องสะดุดหรือขาดช่วง วิธีการหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจและมีการพูดถึงกันในกลุ่มของคนที่ติดตามและทดลองเรื่องของการทำไลฟ์แบบจริงจังคือ การใช้กล่อง Pepwave MAX On-The-Go ซึ่งรองรับการเชื่อมต่อ 3G/4G LTE จำนวน 3-4 ซิมการ์ด ในการทำ VPN Loadbalance

    วิวัฒนาการเกี่ยวกับการไลฟ์ที่ CS LOXINFO นำมาฝากกันในครั้งนี้เป็นสิ่งที่ทำได้แล้ว สามารถทดลองและนำไปประยุกต์ใช้ได้เลย หวังว่าจะมีประโยชน์ทั้งกับผู้ที่กำลังสนใจรวมถึงผู้ที่ทำไลฟ์ในเชิงธุรกิจอยู่แล้วและต้องการพัฒนาการทำการตลาดผ่านช่องทางนี้ให้ดียิ่งขึ้น

Block Chain เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก

Untitled-1

    ช่วงปีทีผ่านมานี้มีการพูดถึงเทคโนโลยี Block Chain กันอย่างกว้างขวาง แม้แต่ในระดับของธนาคารพาณิชย์ซึ่งแต่แรกมีแนวโน้มจะมอง Block Chain และ Digital Currency อย่าง Bitcoin เป็นคู่แข่ง ก็ต้องมีการศึกษา Block Chain  อย่างจริงจัง ทำนองว่า ถ้าเทคโนโลยีนี้มันเกิดจริงๆ อย่างน้อยตัวเองก็จะต้องไม่ตกเทรนด์ แล้วเทคโนโลยีนี้มันคืออะไร และ มันทำอะไรได้บ้าง?

Bitcoin สกุลเงินดิจิทัล

บางคนอาจจะสับสนว่า Bitcoin กับ Block Chain คือสิ่งเดียวกันหรือเปล่า ผมอยากให้คำนิยามสั้นๆว่า “Bitcoin คือ สกุลเงินดิจิทัล ที่ใช้ Block Chain เป็นสมุดบัญชี” ซึ่งจะเห็นภาพชัดขึ้น ว่า มันเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน การใช้ Block Chain ทำให้ Bitcoin มีลักษณะพิเศษคือไม่จำเป็นต้องมีคนกลางหรือหน่วยงานกลางในการเก็บรักษาบัญชีเลย จุดนี้เป็นจุดที่น่าสนใจมากของ Block Chain คือมันสามารถรักษาความเชื่อถือได้ของบัญชี ลำดับก่อนหลังของการบันทึกบัญชี และตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยอาศัยเครือข่ายที่มีลักษณะ Peer-to-Peer คือ ผู้ร่วมในเครือข่ายเป็นผู้ร่วมกันรักษาข้อมูล และร่วมกันสร้างความเชื่อถือได้ของเครือข่ายโดยรวม โดยไม่มีใครผู้ใดผู้หนึ่งหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลเหล่านั้นโดยเฉพาะ

ตัวกลางที่น่าเชื่อถือ

ในการโอนเงินให้กันระหว่างบุคคล ที่เกิดขึ้นในระบบธนาคาร เช่น กนก ต้องการโอนเงินให้ ขจร จำนวน 1,000 บาท

  • กนก มีเงินในบัญชีธนาคารกรุงธน มากกว่าหรือเท่ากับ 1,000 บาท ขจร มีบัญชีเงินฝากอยู่กับธนาคารไทยวานิช
  • กนก ส่งคำสั่งให้ธนาคารกรุงธน ว่าต้องการโอนเงินไปหมายเลขบัญชีของ ขจร
  • ธนาคารกรุงธน ลดจำนวนเงินในบัญชีของ กนก ลง 1,000 บาท สร้างรายการไปยังธนาคารไทยวานิช ธนาคารไทยวานิชทำการเพิ่มเงินในบัญชีของ ขจร 1,000 บาท และตอบรับรายการไปยังธนาคารกรุงธน
  • ธนาคารกรุงธนได้รับการตอบรับรายการ และถือว่า transaction นั้นเสร็จสิ้น
  • หากมีกระบวนการใดกระบวนการหนึ่งในนี้ขัดข้องระบบทั้งสองธนาคารจะทำการย้อนกระบวน การ (rollback transaction) ไปยังสถานะก่อนจะทำรายการ บัญชีทั้งสองจะยังคงมียอดเท่าเดิมเสมือนไม่มีการทำรายการเกิดขึ้น

กรณีเช่นนี้จะเห็นว่า คุณสมบัติของการทำรายการระหว่างธนาคารคือ

  1. ผู้ใช้งานต้องเชื่อถือระบบของธนาคาร ว่าเก็บค่าจำนวนเงินของบัญชีตนเองถูกต้อง และดำเนินการตามคำสั่งอย่างถูกต้อง (Integrity / Trustfullness)
  2. การทำรายการในแต่ละรายการ จะสำเร็จครึ่งๆกลางๆไม่ได้ (Atomicity) กล่าวคือ ถ้าสำเร็จ จะต้องสำเร็จทั้งหมด ถ้าไม่สำเร็จ จะต้องเสมือนไม่เคยเกิดขึ้นเลย นั่นคือ เงินในบัญชีของทั้งสองฝ่ายจะต้องเท่าเดิมก่อนที่จะทำรายการ
  3. รายการที่ทำจะต้องเกิดขึ้นเป็นลำดับ จะมี 2 รายการเกิดขึ้นพร้อมกันในระหว่างที่อีกรายการหนึ่งยังดำเนินการไม่เสร็จสิ้นไม่ได้ เช่น กรณีที่เงินในบัญชีของ กนก มีอยู่ 10,000 บาท ถ้ากนก โอนเงินให้ ขจร 1,000 บาทก่อน กนกจะไม่สามารถโอนเงินให้ คณิต จำนวน 9,500 บาทได้ ในขณะเดียวกัน ถ้า รายการโอนเงินจาก กนก ให้ คณิต 9,500 บาท เกิดก่อน รายการที่กนก โอนเงินให้ ขจร 1,000 บาทก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะเงินในบัญชีมีไม่พอ เป็นต้น

Block Chain – ฐานข้อมูลแบบไร้ศูนย์กลาง

ในกรณีของ Bitcoin สมมติว่า กนก ต้องการโอนเงินให้ ขจร จำนวน 1.00 BTC (สกุลเงินบิตคอยน์ ซึ่ง ณ ขณะวันที่เขียน 1 BTC มีมูลค่าประมาณ 36,000 บาท)

  • กนก และ ขจร ต่างก็สร้าง Bitcoin Address ของตัวเองขึ้นมา โดย Address นี้จะมี ID เฉพาะตัว เช่น WgWVAuZB….. ซึ่งมีรูปแบสตริงที่เป็นไปได้เยอะมาก (เป็นไปไม่ได้ที่ใครจะเดาได้ว่า Bitcoin Address ที่จะสร้างขึ้นมาใหม่ของคนๆนี้จะเป็นเลขใด และแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะซ้ำกัน)
  • ขจร ส่ง Bitcoin Address พร้อมทั้ง “public key” ประจำ bitcoin address  นี้ ให้กนก
  • กนกทำการสร้าง message โดยอ้างอิง bitcoin transaction เดิมของกนก (อาจมากกว่า 1 transaction รวมกันก็ได้) ว่า กนก มีเงินอยู่มากกว่าหรือเท่ากับ 1.00 BTC จริง สมติกนกอ้างอิง Transaction เดิมว่าตนมีอยู่ 1.75 BTC ก็จะสร้าง message ว่า “โอนเงินให้ Address ของขจร 1.00 BTC และ โอนเงินกลับให้ Address เดิมของกนก 0.74940 BTC ส่วนอีก 0.0006 BTC (ประมาณ 21 บาท) ให้เป็นรางวัลแก่คนที่มายืนยัน transaction นี้”

Unconfirmed-transaction

  • Message นี้ถูก broadcast ลงใน Bitcoin Network โดยมีสถานะเป็น “unconfirmed transaction”
  • คณิต คนึง และคำนวณ เป็นผู้ที่ร่วมใน Bitcoin Network ทำการ “ขุดเหมือง” (mining) ซึ่งเป็นเหมือนการ “แข่งกัน  verify transaction” โดยผู้ที่ทำการ mining จะรวบรวม unconfirmed transaction ที่ถูก broadcast ใน network ณ ขณะนั้น (ซึ่งในที่นี้มี transaction ของกนกและขจรเป็นส่วนประกอบ) เข้าเป็นส่วนประกอบของ “Block” ใหม่ ซึ่งในการผนวก Block นี้ ผู้ทำการ mining จะแข่งกัน “หาคำตอบของอสมการอันหนึ่ง” ได้เป็นค่าที่เรียกว่า “nonce” ซึ่งผู้ที่หาคำตอบได้ จะเป็นผู้ที่ “ชนะ” และเป็นผู้ทำการ “merge transaction” (ซึ่งรวมทั้งค่าของ nonce) ลงใน Block Chain โดยการอ้างอิงกับ Block ก่อนหน้า

blockchain

  • สมมติว่า คณิต เป็นผู้ชนะในการ mining ข้างต้น BitCoin Address ของ คณิต จะเป็นผู้ได้รับ “รางวัล” 0.0006 BTC ตามที่ตั้งไว้
  •  เมื่อถึงขั้นตอนนี้ transaction ของ กนก และ ขจร อยู่ใน Confirmed Transaction เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น Bitcoin Address ของขจร จึงมีจำนวน BitCoin ที่ได้รับจาก กนก ไว้ใช้งานต่อไป การดำเนินการเสร็จสิ้น
  • ขจร เป็นผู้เดียวที่จะสามารถใช้เงินสกุล BitCoin จาก Transaction นี้ได้ เนื่องจาก เป็นผู้ที่ถือ private key ของ BitCoin Address นี้ หาก ขจร ทำ private key ที่ผูกอยู่กับ address นั้นๆหาย (เช่น ขจรทำ notebook หาย หรือ harddisk เสีย แล้วไม่ได้ backup เก็บ private key ไว้) ขจรจะไม่สามารถใช้เงินใน address นั้นๆได้อีกเลย และไปเรียกคืนกับใครไม่ได้ เท่ากับว่า เงินสกุล Bitcoin จำนวนนั้น สูญหายตลอดไป
  • หากมีใครพยายามแก้ไขเปลี่ยนแปลง transaction ระหว่างคณิตและขจร เช่น เปลี่ยนแปลงยอดเงินว่า คณิต โอนเงินให้ ขจร แค่ 0.001BTC จะมีผลให้ nonce ที่คณิตคำนวณได้ กลายเป็นค่าที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งใครก็ตามที่ทำการ verify block นี้จะทราบได้ทันทีว่าเป็น invalid block

การสร้างความน่าเชื่อถือโดย “บุคคลนิรนาม”

    จะเห็นว่าระบบ BlockChain นั้น ก็คือ การให้ “ใครก็ได้” (ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลนิรนาม) เข้ามายืนยัน transaction โดยอาศัยหลักการ “Proof of Work” ซึ่งก็คือ “การพิสูจน์ว่าสามารถทำงานบางอย่างสำเร็จ” ซึ่งหลักการสำคัญก็คือ

  1. ใครก็ได้ที่อยู่ร่วมใน network สามารถเข้าร่วมแข่งขัน Proof of Work นี้ได้
  2. ไม่มีใครคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าใครจะเป็นผู้ทำงานนี้สำเร็จ

    ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ สมมติว่า ใครก็ตามตั้งใจจะโกง BitCoin Network โดยเปลี่ยนแปลงตัวเลขใน transaction เช่น กนก สร้างรายการโอนเงินให้ขจร 1.00 BTC แต่ผู้ที่ทำการ Mining ตั้งใจจะเอื้อประโยชน์แก่ขจร โดยแก้ตัวเลขเป็นโอนเงินให้ขจร 1.50 BTC คนผู้นี้จะต้องชนะการ Mining ใน transaction นี้ ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่ใครจะคาดการณ์ได้ว่าตนเองชนะเสมอ ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่มีใคร (หรือกลุ่มบุคคลใด) กุม “พลังการประมวลผล” (processing power) ในระบบไว้มากกว่า 50%ขึ้นไป ระบบ Block Chain ใน network นั้นจะมีความน่าเชื่อถือลดลง ซึ่งในกรณีนี้เรียกว่า“51% attack”(https://learncryptography.com/cryptocurrency/51-attack)

“Hash Function” : กลไกเบื้องหลังความน่าเชื่อถือ

ในทางคณิตศาสตร์คอมพิวเตอร์ เราเรียกฟังก็ชั่นที่รับค่าเป็น “ข้อมูลใดๆที่มีความยาวเท่าไรก็ได้” แล้วให้คำตอบออกมาเป็นข้อมูลชุดหนึ่งซึ่งมีความยาวคงที่เสมอว่า “แฮชฟังก์ชั่น”

แฮชฟังก์ชั่นมีอยู่หลายรูปแบบ แต่ในที่นี้ เราจะพูดถึงแฮชฟังก์ชั่นแบบพิเศษที่เรียกว่า “คริปโทกราฟิคแฮชฟังก์ชั่น” หรือบางทีก็เรียกว่า “เมสเสจไดเจสท์” (Message Digest)

Message Digest

    คริปโทกราฟิคแฮชฟังก์ชั่น มีลักษณะพิเศษคือ เป็น “ฟังก์ชั่นทางเดียว” (One-way function) กล่าวคือ สมมติเรามี Input เป็นข้อมูลชุดหนึ่ง เราสามารถหาผลลัพธ์ของแฮชฟังก์ชั่น (ซึ่งในที่นี้เรียกว่า “ไดเจสท์”) ได้ง่าย โดยทำการคำนวณตามวิธีการของแฮชฟังก์ชั่นเพียงครั้งเดียว แต่ถ้าเรารู้เพียงค่าของไดเจสท์ ที่ต้องการ แล้วถามว่า “ข้อมูล Input ใดที่จะให้ค่าของ Digest ตามต้องการ” จะทำไม่ได้โดยตรง แต่ ต้องใช้วิธีลองแทนค่า Input ไปเรื่อยๆ ซึ่งมีเป็นล้านๆๆๆๆๆกรณี ซึ่งอาจจะเจอหรือไม่เจอข้อมูลที่ให้ค่าแฮชตามที่ต้องการก็ได้ ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ทำการ “ขุดเหมือง” bitcoin (ซึ่งก็คือการ verify transaction ก่อนที่จะผนวกลงใน Block Chain) จึงเป็นการแก้ “อสมการ” ที่ว่า จงหาค่าของ nonce ที่จะเติมลงท้ายบล็อค แล้วทำให้ค่าแฮชของบล็อคนั้นมีค่าน้อยกว่าค่าคงที่ค่าหนึ่ง (ซึ่งใน BitCoin Network จะกำหนดเป็นค่าของ “Difficulties” เช่น แฮชจะต้องน้อยกว่า 0x0000 0000 ffff ffff.....) ซึ่งต้องใช้พลังการประมวลผลมหาศาล กล่าวคือต้องทดลองเปลี่ยนค่าของ “nonce” (สตริงใดๆก็ตามที่จะเพิ่มลงไปในท้ายบล็อคของข้อมูล) ไปเรื่อยๆ จนกว่าค่าแฮชที่ได้จะน้อยกว่า Difficulties ซึ่ง ณ เวลาก่อกำเนิด BitCoin Network ตัว Initial Block แรกของระบบจะถูกกำหนด Difficulties เป็น 0xffff ffff ffff.... ซึ่งหมายความว่า “ค่า nonce ใดๆก็ทำให้อสมการนี้เป็นจริง” และ Difficulties จะถูกลดลงโดยอัตโนมัติเมื่อเวลาผ่านไป ดังนั้นในปัจจุบัน การหาค่าของ nonce ที่ “ชนะการแข่งขัน” จึงยากมาก แต่ก็เป็นไปได้ด้วยความก้าวหน้าของชิปประมวลผลที่เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันผู้ขุดเหมือง Block Chain ไม่นิยมใช้ CPU หรือ GPU คำนวณแฮชกันแล้ว แต่นิยมใช้ “ASIC Chip” ที่สร้างขึ้นพิเศษและสามารถคำนวณแฮชได้ในระดับ TeraHash/Sec (ล้านล้านแฮชต่อวินาที) ในการคำนวณแทน

กลไกป้องกันการทุจริต หรือการปลอมแปลง Transaction

    ถึงตอนนี้ คุณผู้อ่านคงจะพอเห็นภาพบ้างว่า ระบบ Block Chain มีการ “ตั้งกำแพง” เพื่อป้องกันไม่ให้ใครชนะการขุดเหมืองได้ง่ายๆ ทีนี้ตัว “Transaction” เองล่ะจะป้องกันการปลอมแปลงได้อย่างไรว่า Transaction นั้นเป็นของจริง และลำดับก่อนหลังของ Transaction ต่างๆ เกิดขึ้นเช่นนั้นจริงๆ

  1. Transaction ต้องอ้างอิง Transaction ก่อนหน้า เช่น ถ้าเราจะโอนเงิน 1.00 BTC เราจะต้องอ้างอิง Transaction ของเราเอง ที่มีคนโอน BitCoin ให้เรา อาจจะ 1 หรือหลาย Transaction รวมกันก็ได้ แต่ทุก Transaction ที่อ้างอิง รวมกันต้องมีเงินมากกว่า 1.00 BTC (รวม “รางวัล” ที่จะให้ “ผู้ชนะการขุดเหมืองด้วย)
  2. ผู้ที่สร้าง Transaction ต้องมี “Private Key” ของ BitCoin Address ฝั่ง “ผู้รับ” ใน transaction นั้นๆ มิฉะนั้นเขาจะไม่สามารถสร้าง transaction ใหม่ที่ “Valid” (ด้วยการพิสูจน์ Digital Signature) ได้
  3. ผู้ที่ชนะการขุดเหมืองและทำการ “ผนวก Block ลงใน Block Chain” จะทำการอ้างอิง “ค่าแฮชของบล็อคก่อนหน้า” ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น การย้อนกลับไปแก้ไข Block ก่อนหน้าที่ถูกอ้างอิงไปแล้ว จะยิ่งยากจนแทบเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากจะมีผลทำให้ต้องคำนวณ Nonce ของ Block อื่นๆ ที่ตามหลัง Block นั้นๆใหม่หมดทุก Block

สถานกาณ์​ BitCoin ในปัจจุบัน

    ในขณะที่ปัจจุบัน Bitcoin ยังมีการใช้งานในวงจำกัด และยังไม่ได้รับการยอมรับตามกฎหมายในบางประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย (อ่านข่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยชี้แจง ระงับ Bitcoin เพราะห่วงเก็งกำไรค่าบาท https://www.blognone.com/node/46985 ) และยังมีความกังวลว่าในปัจจุบัน พลังประมวลผลที่ใช้ในการขุดเหมืองกว่า 50% มาจากประเทศจีน ซึ่งอาจทำให้ในอนาคตจีนกลายเป็นผู้กุมอำนาจในการเลือกปฏิบัติบางอย่างได้ เช่น เลือกที่จะแบนบาง address ไม่นำเข้ามารวมใน block (ซึ่งก็คือการไม่ยอมโอนเงินให้นั่นเอง) หรือทำการเปลี่ยนแปลง หรือย้อนกลับฐานข้อมูล (Revert transaction) เพื่อจ่ายเงินซ้ำอีกครั้งได้

Block Chain – เทคนิคที่ถูกนำไปต่อยอด

    แม้ว่า Bitcoin เองอาจไม่ใช่สกุลเงินที่ทั่วโลกยอมรับ และยังมีความผันผวนเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนอยู่มาก แต่การที่มันได้พิสูจน์ว่าการบันทึกรายการผ่าน Block Chain เป็นฐานข้อมูลแบบไร้ศูนย์กลาง (Decentralized) ที่มีความเชื่อถือได้และใช้งานได้จริง ทำให้มีผู้สนใจที่จะนำ Block Chain ไปประยุกต์ใช้กับกระบวนการอื่นๆอีกมาก เช่นการ ทำสัญญาในรูปแบบดิจิทัล” (Digital Contract) หรือในการซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างกันในรูปแบบอื่น เช่นระบบที่ชื่อ Ethereum (www.ethereum.org) และ Hyperledger (www.hyperledger.org) เป็นต้น ซึ่งเริ่มมีธนาคารพาณิชย์ของไทยให้ความสนใจที่จะนำไปพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มที่จะรองรับบริการด้านต่างๆบ้างแล้ว(อ่านต่อ: http://finiwise.com/2016/11/04/kasikorn-hyperledger-ibm-blockchain/ https://www.blognone.com/node/77644 )

โลกของเทคโนโลยีการเงินจะเปลี่ยนไป

    บางคนอ่านๆมาถึงจุดนี้จะเริ่มตั้งคำถามว่า โอ้โห การทำ Block Chain transaction มันไม่ได้ง่ายเลยนะ แล้วมันจะมีต้นทุนต่ำกว่าระบบธนาคารจริงๆหรือเปล่า คำตอบคือ ต้นทุนด้านความยุ่งยากของ Block Chain ก็แลกมาด้วยการที่ธนาคารไม่ต้องเสี่ยงกับการเก็บรักษาสิ่งต่างๆไว้ที่เดียว สมมติว่า ธนาคารเก็บ transaction และบัญชีทั้งหมดไว้บนระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่เพียงระบบเดียว หากใคร hack เข้าสู่ฐานข้อมูลในระบบนั้นแล้วทำการเปลี่ยนแปลงรายการได้ก็จบเลย ทุกคนก็จะเชื่อถือว่า รายการนี้ถูกต้อง (เพราะมาจากธนาคาร) จนกว่าจะมีการฟ้องร้อง อะไรต่างๆ ซึ่งธนาคารก็จะเสียความน่าเชื่อถือไปด้วย ฯลฯ เป็นต้น ดังนั้นการไม่มีศูนย์กลางเลย ก็ทำให้การโจมตีระบบต่างๆ ยากขึ้น เพราะไม่มีใครกุมเอา “พลังการประมวลผล” (computing power) ทั้งหมดในระบบได้ และยิ่งระบบมีขนาดใหญ่มากขึ้น มีผู้ร่วม “mining” ในระบบมากขึ้น และถ้าสามารถดูแลไม่ให้มีใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งกุมพลังการประมวลผลไว้ในมือมากถึง 51% ได้ ระบบก็จะยิ่งมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นตามไปด้วยนั่นเองครับ

คุณฉัตรเฉลิม นามวงศ์พรหม
ผู้ชำนาญการด้านวิศวกรรม
บริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ จำกัด (มหาชน)

Ref :
51% Attack
https://learncryptography.com/cryptocurrency/51-attack

Cryptographic Hash Functions [Wikipedia]
https://en.wikipedia.org/wiki/Cryptographic_hash_function

How Bitcoin Works Under the Hood
http://www.imponderablethings.com/2013/07/how-bitcoin-works-under-hood.html

BitCoin (อีกสักรอบ): การใช้งานและเหตุผลการออกแบบ
https://www.blognone.com/node/47074

Ethereum: เมื่อ Blockchain ก้าวมาเป็นเทคโนโลยีแกนกลางของโลก FinTech
https://www.blognone.com/node/77644

ธนาคารแห่งประเทศไทยชี้แจง ระงับ Bitcoin เพราะห่วงเก็งกำไรค่าบาท
https://www.blognone.com/node/46985

กสิกรไทย, Hyperledger, IBM Blockchain
http://finiwise.com/2016/11/04/kasikorn-hyperledger-ibm-blockchain/

“Fintech” Mega Trend ที่ใกล้ตัวคุณ

    FinTech คำจัดกัดความที่มาจากคำว่า Financial และ Technology ฟังดูอาจเหมือนว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัว น่าจะเกี่ยวข้องกับผู้ที่ทำธุรกิจการเงินการลงทุนหรือสถาบันการเงินอะไรทำนองนั้น แต่จริงๆ เกี่ยวข้องกับทุกคน ใครที่ต้องใช้เงินไม่ว่าจะเป็นการซื้อ-ขายจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน ซื้อประกันภัย ลงทุนในหุ้น หรืออะไรก็ตามล้วนเกี่ยวข้องกับ FinTech ทั้งสิ้น

แล้ว FinTech คืออะไร

    ต้องเกริ่นสักนิดหนึ่งว่า FinTech ซึ่งหมายถึงเทคโนโลยีทางการเงินนั้นจะว่าไปไม่ใช่เรื่องใหม่ เทคโนโลยีทางการเงินมีมานานแล้ว มีนวัตกรรมใหม่ๆ ให้เห็นอยู่เสมอ แต่ที่ผ่านมา FinTech จะถูกพัฒนาโดยสถาบันการเงินเท่านั้น เช่น เทคโนโลยีทางการเงินที่ธนาคารพัฒนาขึ้นมาอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า เช่น ตู้กดเงินสดหรือ ATM, บัตรเครดิต หรือ Internet Banking

    ทว่าในยุคนี้ใครที่มีความสามารถทางด้านไอที มีความรู้ทางด้านการเงิน และเห็นช่องว่างว่าจะนำเทคโนโลยีเข้าไปตอบโจทย์การใช้เงินของผู้คนได้อย่างไรก็สามารถที่จะพัฒนา FinTech ได้ เราเรียกคนกลุ่มนี้ว่า FinTech Startup

    สำหรับ FinTech ที่กลุ่ม FinTech Startup พัฒนาขึ้นมานั้นมีหลากหลายมาก เข้าไปมีบทบาทกับธุรกิจการเงินแทบจะทุกกลุ่ม ไม่เฉพาะแค่เรื่องของการชำระค่าสินค้าและบริการหรือการทำธุรกรรมการเงินต่างๆ (Payments) เท่านั้น ไม่ว่าคุณจะซื้อประกันภัย (Insurance) ทำเรื่องของสินเชื่อ (Lending & Credit) วางแผนเรื่องภาษีส่วนบุคคล (Personal Finance) จะเล่นหุ้นหรือลงทุนอะไร (Retail Investments) ก็มี FinTech เข้าไปอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ เหล่านั้นทั้งสิ้น

บางทีคุณอาจจะใช้ FinTech อะไรสักอย่างอยู่แล้วก็ได้

    เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นจะขอยกตัวอย่างถึง FinTech ใกล้ๆ ตัวสัก 2 กลุ่ม ดังนี้

    - FinTech ในกลุ่ม Payments เรียกว่าเป็นพื้นฐานของการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวันและมี FinTech ให้เลือกใช้มากที่สุด ยกตัวอย่าง กระเป๋าเงินออนไลน์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการจ่ายค่าสินค้า ค่าบริการต่างๆ โดยที่ไม่ต้องพกเงินสด และที่สำคัญคือช่วยให้เราซื้อของออนไลน์ได้แม้ไม่มีบัตรเครดิต กระเป๋าเงินออนไลน์ที่ว่าก็อย่างเช่น AIS mPAY ที่ให้เราชำระค่าสินค้าได้เสมือนว่ามีบัตร Mastercard เป็นต้น

    - FinTech ในกลุ่ม Insurance การประกันภัยที่หากยกตัวอย่างแล้วหลายคนน่าจะร้อง อ๋อ ก็คงต้องนี่เลย การซื้อประกันภัยรถยนต์ซึ่งเดี๋ยวนี้จะเห็นว่ามีผู้ให้บริการที่ช่วยเปรียบเทียบราคาค่าเบี้ยของบริษัทประกันภัยแต่ละแห่งซึ่งสามารถใช้บริการได้ทั้งเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน

    จากเดิมหากต้องการเปรียบเทียบราคาต้องโทรถามบริษัทประกันภัยหรือโบรกเกอร์แต่ละแห่งเอาเองว่าที่ไหนให้ค่าเบี้ยถูกกว่าและมีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง ผู้ให้บริการที่ช่วยให้เราเปรียบเทียบราคาค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ได้สะดวกมากขึ้น เช่น Gobear, Silkspan หรือ Rabbit Finace

เหตุใด FinTech จึงกลายเป็น Mega Trend ระดับโลก

    จะเห็น FinTech ยุคใหม่ก็ไม่ได้เพิ่งมีเสียทีเดียว หลายๆ เช่น การโอนเงินหรือชำระค่าสินค้าออนไลน์ผ่านเว็บไซต์อย่าง PAYSABUY หรือการใช้กระเป๋าเงินออนไลน์ที่ยกตัวอย่างไป ก็มีมาระยะหนึ่งแล้ว ทำไมในช่วงนี้ FinTech ถึงเป็นกระแสที่มีการพูดถึงกันอย่างหนาหู หันซ้ายหันขวาก็ FinTech ยิ่งสถาบันการเงินอย่างธนาคารถึงขั้นที่ว่าตื่นตัวกันอย่างมากเลยทีเดียว

    นั่นเป็นเพราะ FinTech หรือช่องทางการใช้เงินที่มีอยู่หลากหลายรูปแบบจากการพัฒนาขึ้นมาของ FinTech Startup ซึ่งคนกลุ่มนี้มีอยู่ทั่วโลก กำลังแชร์ลูกค้าจากธนาคารมากขึ้นๆ จนเกิดความกังวลว่าอาจถึงขั้นทำให้ธนาคารหมดความสำคัญหรือล่มสลายไปในที่สุดเหมือนกับที่หลายๆ ธุรกิจต้องล้มหายตายจากการพัฒนาของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟน

    นี่ก็คือสภาพการณ์ของ FinTech ที่เป็น Mega Trend อยู่ในขณะนี้ ทางด้านสถาบันการเงินคงต้องหาทางรับมือและปรับตัวกันไป ส่วนคนทั่วไปอย่างเราๆ ก็แค่มองหาและดูว่า FinTech ตัวไหนน่าสนใจและน่าจะช่วยให้เรา “ฟิน” กับการจับจ่ายใช้สอยได้บ้าง

CS LOXINFO แนะนำ Application & Wearable Device เอาใจคนรักการออกกำลังกาย

sport    ยุคที่ใครๆ ก็แชร์กิจกรรมประจำวันผ่าน Social Network เราจึงได้เห็นว่าผู้คนในปัจจุบันหันมาให้ความสนใจเรื่องสุขภาพและการออกกำลังกายกันอย่างกว้างขวางทั้งผู้ชายและผู้หญิง การวิ่งระยะทาง 10 กิโลเมตร ดูจะเป็นเรื่องที่ธรรมดามากๆ ใครๆก็วิ่งได้ จนมีการจัดแคมเปญการวิ่งแบบ Mini Half Marathon ให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ

   การออกกำลังที่ได้รับความนิยมก็จะเป็นประเภทที่ได้เคลื่อนไหวร่างกายและบริหารการเต้นของหัวใจหรือที่เรียกว่า คาร์ดิโอ (Cardio) ซึ่งมีประเภทกีฬาให้เลือกหลากหลายไม่ว่าจะเป็นการเดิน การวิ่ง หรือปั่นจักรยาน เป็นต้น ในครั้งนี้ CS LOXINFO จะมาแนะนำแอปพลิเคชันสำหรับการออกกำลังกายเหล่านั้นกันว่ามีแอปพลิเคชันไหนที่น่าสนใจบ้าง

Pacer  appCr.http://i2.wp.com/www.nyundressed.com/wp-content/uploads/2016/12/Best-iPhone-pedeometerPacer-Pedometer-App.jpg

    แอปพลิเคชันนับก้าว สำหรับคนที่อาศัยการเดินในชีวิตประจำวันเป็นการเผาผลาญพลังงานขอแนะนำ Pacer แอพนับก้าวที่สามารถนับจำนวนก้าวเดินในแต่ละวัน ระยะเวลา และระยะทาง รวมไปถึงมีการบันทึกสถิติที่ผ่านมาไว้ให้ด้วย อีกแอพหนึ่งที่แนะนำไว้เป็นทางเลือกคือ Moves มีความสามารถคล้ายกัน รวมถึงมีการบันทึกเส้นทางการเดินด้วย

Runtastic Running & FitnessCr.https://images-na.ssl-images-amazon.com/images/I/813kGb0dNQL.png

RunkeeperCr.https://static1.squarespace.com/static/55e11fd7e4b0b3777a2194b6/56077c21e4b06b221ba50b3b/56086eace4b08574a5b60bc4/1443393795945/port_runkeeper1.png

    แอปพลิเคชันของคนชอบวิ่ง อย่าง Runtastic Running & Fitness เป็นแอพลำดับต้นๆ ที่คนชอบวิ่งนิยมใช้กันเลยเพราะมีการบันทึกและจัดเก็บข้อมูลที่ค่อนข้างละเอียด และหากใช้ตัว Pro ที่เสียเงินเพิ่มก็จะมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจอย่างเช่น มีเทรนเนอร์ส่วนตัวคอยให้คำแนะนำหรือสามารถค้นหาเส้นทางวิ่งที่น่าสนใจได้ เป็นต้น อีกแอพหนึ่งที่แนะนำให้ลองใช้กันดูคือ Runkeeper ซึ่งมีฟีเจอร์หนึ่งที่น่าสนใจอย่างเช่น Running Groups เอาไว้สร้างแคมเปญการแข่งวิ่งกับเพื่อนได้

EndomondoCr.http://4mobiles.net/wp-content/uploads/2016/07/Endomondo.jpg

    แอปพลิเคชันสำหรับคนรักการปั่น Endomondo เป็นแอพหนึ่งที่นักปั่นจำนวนมากเลือกใช้ ความสามารถที่น่าสนใจนอกจากเรื่องของการบอกระยะทางและเวลาแล้วก็คงเป็นการซิงค์ข้อมูลไปยังเว็บไซต์เอาไว้ตรวจสอบข้อมูลการปั่นหรือออกกำลังกายอื่นๆ ของตัวเองได้สะดวกขึ้น มีสังคมของคนชอบออกกำลังกายเอาไว้ติดตามสถิติหรือสร้างแคมเปญการแข่งขันร่วมกันเพื่อสร้างแรงจูงใจในการปั่น อีกแอพหนึ่งสำหรับคนชอบปั่นที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันคือ Strava มีความสามารถคล้ายๆ กับ Endomondo อยู่ที่ว่าใครจะชอบกราฟิกและการทำงานของแอพไหนมากกว่ากัน

    แอปพลิเคชันที่แนะนำไปนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งในกลุ่มของแอพพลิเคชันบันทึกข้อมูลการออกกกำลังกาย และแอพบางตัวยังสามารถใช้บันทึกข้อมูลการออกกำลังกายได้หลายประเภท เช่นแอพ Strava จะวิ่งหรือปั่นก็ใช้ด้วยกันได้เลย CS LOXINFO คงแนะนำพอเป็นแนวทางเท่านั้น

      ทีนี้มาว่ากันถึง Wearable Device สักหน่อย เป็นอุปกรณ์ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในหมู่ของคนรักการออกกำลังกาย โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มจริงจัง ต้องการบันทึกข้อมูลทั้งระยะทาง อัตราการเต้นของหัวใจ หรือแคลอรี่ไว้ตลอดเวลาเพื่อจัดเก็บไว้เป็นสถิติโดยอาจเชื่อมโยงไปถึงเรื่องของโภชนาการหรืออาหารการกินด้วย นอกจากนั้นการใช้ Wearable Device ยังช่วยให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้นในการวิ่งหรือการปั่นโดยไม่ต้องพกพาสมาร์ทโฟนติดตัว

     ไปดูกันว่าหากต้องการซื้อหา Wearable Device มาใช้โดยจะเป็น Smart Watch หรือ Fitness Band ก็ตาม ควรจะต้องพิจารณาอะไรบ้าง

    - ระบบปฏิบัติการที่รองรับ ก่อนอื่นต้องดูว่า Wearable Device ที่จะซื้อนั้นรองรับระบบปฏิบัติการใดบ้าง สามารถใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนที่ใช้งานอยู่ได้หรือไม่

   - ข้อมูลที่ต้องการ ต้องการทราบข้อมูลอะไรบ้าง อัตราการเต้นของหัวใจ แคลอรี่ ระยะทาง ฯลฯ เน้นที่ข้อมูลใดเป็นพิเศษหรือไม่ Wearable Device บางรุ่นในการตรวจจับค่าบางอย่าง เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ อาจต้องซื้ออุปกรณ์เสริมอย่างสายคาดอกเพิ่ม

    - การรองรับ GPS หากต้องการความแม่นยำเรื่องของระยะทางโดยที่ไม่ต้องพกพาสมาร์ทโฟนไปด้วยเวลาที่ออกกำลังกายซึ่งจะทำให้คล่องตัวมากขึ้น ก็อย่าลืมตรวจสอบคุณสมบัติการรองรับ GPS ของ Wearable Device ด้วย

    - คุณสมบัติการกันน้ำและฝุ่น การออกกำลังกายก็ต้องมีเหงื่อ มีการล้างมือ แขน ขา หรือล้างหน้ากันบ้าง เลือก Wearable Device ที่มีคุณสมบัติกันน้ำไว้สักหน่อยจะได้ปลอดภัยหายห่วง

    คุณสมบัติอื่นๆ ก็อาจจะเป็นเรื่องของการจัดการข้อมูลสามารถทำบน Wearable Device ได้เลยไหม หรือว่าต้องซิงค์ผ่านสมาร์ทโฟนเท่านั้น และเรื่องของการสวมใส่ควรเลือกขนาดที่ไม่ใหญ่เกินไป มีน้ำหนักไม่มาก ใส่แล้วพอดีกับสรีระ

    เทรนด์การออกกำลังกายคงจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากในอนาคตเกม VR เกี่ยวกับการปั่นจักรยานหรือการออกกำลังกายอื่นๆ เริ่มแพร่หลายมีเกมและอุปกรณ์ให้เลือกมากขึ้น คงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้คนหันมาออกกำลังกายอีกไม่น้อยเลยทีเดียว

ความปลอดภัยจะมากขึ้น เมื่อรถยนต์คุยกันผ่านระบบ Cloud

cloud car Cr. http://dragstermx.com/www/2014/10/16/hitachi-data-systems-y-clarion-se-unen-para-acelerar-el-desarrollo-de-la-conectividad-entre-autos/

    เรื่องที่จะเขียนถึงต่อไปนี้ไม่ใช่การเชื่อมต่อระหว่างสมาร์ทโฟนกับระบบ Infortainment ในรถยนต์เพื่อการซิงค์ข้อมูลใดๆ ที่จัดเก็บอยู่ใน Cloud แต่เป็นเรื่องของการพัฒนาในแวดวงยานยนต์ที่ไปไกลกว่านั้นมาก เรากำลังพูดถึงการพัฒนาระบบความปลอดภัยแบบบูรณาการจะเรียกว่าเป็นการจราจรแห่งอนาคตก็ได้

ความปลอดภัยในรถยนต์ถูกพัฒนาให้มีมาตรฐานที่ดีขึ้นตามลำดับ เริ่มจากมีการกำหนดมาตรการความปลอดภัยให้กับผู้ใช้รถออกเป็น 2 ส่วนคือ Active Safety หมายถึงการลดโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุจากสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงต่างๆ ระบบความปลอดภัยที่อยู่ในส่วนนี้ เช่น ระบบเบรก ABS อีกส่วนหนึ่งเรียกว่า Passive Safety หากหลีกเลี่ยงที่จะไม่ให้เกิดอุบัติเหตุไม่ได้จริงๆ อย่างน้อยก็ต้องมีระบบที่ช่วยบรรเทาความเสียหายหรือผ่อนหนักให้เป็นเบา ไม่ว่าจะเป็นการมีโครง สร้างตัวถังนิภัยที่แข็งแรง มีเข็มขัดนิรภัย หรือถุงลมนิรภัยตามจุดต่างๆ เป็นต้น

    ระบบความปลอดภัยในแต่ละส่วนทั้ง Active Safety และ Passive Safety ถูกพัฒนาและเติมเต็มในรถยนต์มากขึ้นดังที่เราจะเห็นได้ในโบร์ชัวรถยนต์ว่าระบบความปลอดภัยในปัจจุบันนี้มีอยู่ไม่น้อยเลย ล้วนแต่เป็นระบบที่ทันสมัยทั้งสิ้น เรียกว่าเป็นยุคของการขับขี่อัจฉริยะ บางค่ายก็ให้นิยามระบบความปลอดภัยของตนว่า Intelligent Mobility Driving บ้างก็เรียกว่า i-Activsense บางค่ายก็เรียก Safety Sense เป็นเพราะระบบเหล่านั้นสามารถรู้สภาวะการขับขี่ได้ว่าตอนไหนที่มีความเสี่ยงและแจ้งเตือนผู้ขับก่อนที่จะเกิดการเฉี่ยวชนขึ้น เช่นระบบ Smart City Brake Support หากมีการตรวจพบว่าอีกไม่กี่เมตรข้างหน้ามีคน รถยนต์ หรือวัตถุใดขวางอยู่ แต่ผู้ขับยังไม่มีการชะลอความเร็ว ระบบจะส่งเสียงเตือนเพื่อให้คนขับรู้ตัว หรืออาจถึงขั้นช่วยเบรกให้โดยอัตโนมัติ หรือระบบ Lane-Keep Assist System ที่จะช่วยเตือนเมื่อมีการขับรถออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งผู้ขับอาจจะหลับในหรือละสายตาไปจากถนน

    ระบบที่ยกตัวอย่างมาถือว่ามีความฉลาดมาก เป็นการสร้างการรับรู้หรือ Sense ให้กับรถยนต์เหมือนกับคนเรา แต่มีความแม่นยำมากกว่า แต่นั่นก็เป็นเพียงการป้องกันเฉพาะตัวเท่านั้น ยังมีอีก 2 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ คือ สภาพแวดล้อมโดยรอบเส้นทางและรถยนต์คันอื่นๆ ดังนั้นหากจะลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุให้ได้มากที่สุดจะต้องสร้างมาตรการความปลอดภัยแบบบูรณาการ แบ่งเป็นการทำโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับการจราจรตามแนวคิดใหม่และการทำให้รถยนต์ทุกคันบนท้องถนนแชร์ข้อมูลระหว่างกันได้

    ต้องขอยกตัวอย่างการพัฒนาของโตโยต้าเพราะมีความคืบค่อนข้างมากกับการพัฒนาในเรื่องนี้ ในส่วนของการทำโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับการจราจรโตโยต้าได้พัฒนาระบบที่เรียกว่า ITS Connect หรือ Intelligent Transportation System ขึ้นมา เป็นการติดตั้งเซนเซอร์ไว้กับสัญญาณไฟจราจรหรือเสาไฟฟ้าตามแยกต่างๆ เพื่อทำหน้าที่ในการส่งสัญญาณหรือแจ้งเตือนรถยนต์ที่กำลังจะขับผ่านตรงจุดนั้น เช่น การแจ้งเตือนเพื่อลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากมุมอับสายตาเวลาที่มีการเลี้ยวหรือกลับรถตามแยกต่างๆ

    ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือการพัฒนาให้รถบนถนนคุยกันได้หรือที่เรียกกันว่า Vehicle to Vehicle หรือ Car to Car โตโยต้าเรียกการพัฒนาของตนในส่วนนี้ว่า Mobility Teammate Concept

    การพัฒนาเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานคงเหมาะสำหรับการจราจรในเมือง แต่การที่จะทำให้ทั่วถึงทุกพื้นที่คงเป็นไปได้ยาก แต่ถ้ารถทุกคันแชร์ข้อมูลระหว่างกันได้ก็จะใช้งานและได้ประโยชน์ร่วมกันในทุกเส้นทาง

    แนวคิดของการพัฒนาที่ว่านี้เป็นการอาศัยการแบ่งปันข้อมูลจากรถคันหน้าซึ่งจะพบเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ก่อนรถคันที่ขับตามมา หากรถคันหน้าพบว่าในเส้นทางมีสิ่งกีดขวาง เส้นทางชำรุด หรือมีอุบัติเหตุแล้วแบ่งปันข้อมูลให้กับรถคันหลังและคันหลังส่งข้อมูลต่อกันไปเป็นทอดๆ รถทุกคันก็จะสามารถทราบสถานการณ์ของเส้นทางข้างหน้าได้แบบเรียลไทม์และเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้

 การแบ่งปันข้อมูลระหว่างรถยนต์จำเป็นต้องอาศัยระบบที่สำคัญ 2 ส่วนด้วยกันคือ…

    - ระบบ Cloud เพื่อใช้ในการเก็บและแชร์ข้อมูล ส่วนการแบ่งปันข้อมูลระหว่างรถยนต์จะเป็นรูปแบบใดภาพ เสียง หรือข้อความก็เป็นเรื่องของการออกแบบ หรืออาจจะรองรับการสื่อสารทุกรูปแบบเลยก็เป็นไปได้

    - ระบบ Driving Intelligence เช่น กล้องบันทึกภาพ เรดาร์ หรือเซนเซอร์ เพื่อใช้ในการตรวจจับและบันทึกข้อมูล

     แนวคิดของการพัฒนาให้รถยนต์แบ่งปันข้อมูลระหว่างกันไม่เพียงจะช่วยลดโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุ แต่อาจส่งผลดีในเรื่องของลดปัญหาการจราจรด้วย ก็หวังว่าเทคโนโลยีดีๆ แบบนี้จะถูกพัฒนาและนำมาใช้ได้จริงในเร็ววัน

ความกังวลด้านความปลอดภัยในทรัพย์สินและการดูแลผู้สูงอายุจะหมดไป ด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ Smart Home

smart home

    “ไฟ” คงเคยเห็นกันบ่อยๆ ในภาพยนตร์กับการเปิดไฟในบ้านหรืออาคารด้วยคำสั่งเสียง สิ้นเสียงคำสั่งแล้วไฟในห้องก็สว่างขึ้นทันที ตอนนี้เรากำลังอยู่ในยุคสมัยที่ทำแบบนั้นได้จริงๆ ไม่ใช่เรื่องของจินตนาการอีกต่อไป สามารถได้ในชีวิตจริงด้วยไม่ใช่เป็นเพียงต้นแบบหรือการพัฒนา แม้ว่าตอนนี้อาจยังไม่แพร่หลาย แต่ก็มีแนวโน้มที่จะก้าวไปสู่ยุคของสมาร์ทโฮม (Smarthome) ที่สมบูรณ์แบบอย่างแน่นอน

    หากมองเพียงมุมของความสะดวกสบายดูเหมือนว่าตลาดสมาร์ทโฮมน่าจะเกิดและเติบโตได้ยาก เพราะผู้อยู่อาศัยอาจมองว่าสมาร์ทโฮมเป็นสิ่งที่เกินความจำเป็น การใช้รีโมทในการควบคุมอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ลำบากเกินไป แต่ปัจจัยที่ทำให้ผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้มั่นใจว่าผู้อยู่อาศัยจะหันมาให้ความสนใจและตลาดสมาร์ทโฮมจะต้องโตขึ้นก็คือ ประโยชน์ในเรื่องของการปกป้องทรัพย์สินและการดูแลผู้สูงอายุ

    ด้านความปลอดภัย (Security) สมาร์ทโฮมจะช่วยลดความเสี่ยงทั้งเรื่องของการเกิดอัคคีภัย จากการที่ลืมปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ต่อไปจะสามารถทราบสถานะของเครื่องใช้ไฟฟ้ารวมถึงสั่งปิดการทำงานจากที่ไหนก็ได้ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนได้เลย และการมีสมาร์ทโฮมจะช่วยป้องกันทรัพย์สินภายในบ้านจากการถูกโจรกรรมด้วย

    สำหรับผู้สูงอายุ สมาร์ทโฮมจะเป็นผู้ช่วยได้เป็นอย่างดีทั้งเรื่องของการอำนวยความสะดวกในการเปิด-ปิดอุปกรณ์ต่างๆ แม้ว่าเครื่องใช้ภายในบ้านจะมีรีโมทอยู่แล้ว แต่การใช้รีโมทหลายๆ อัน อีกทั้งปุ่มกดกับตัวหนังสือที่ค่อนข้างเล็กก็ไม่ใช่เรื่องที่สะดวกสักเท่าไร ที่สำคัญคือการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น ทำหน้าที่ติดต่อญาติหรือโรงพยาบาลให้โดยอัตโนมัติ

    คนที่มีผู้สูงอายุอยู่ที่บ้านคงเข้าใจดีเกี่ยวกับความกังวลใจเมื่อจำเป็นต้องให้ผู้สูงอายุอยู่บ้านตามลำพัง ตามข้อมูลประชากรเมื่อปี พ.ศ. 2556 ประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุ 9.6 ล้านคน คาดว่าจำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็น 17.6 ล้านคนในปี พ.ศ. 2573 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านคนในปี พ.ศ. 2583 ดังนั้นความต้องการในส่วนนี้มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

google smart homeCr:http://www.channelnews.com.au/google-brings-challenge-to-amazon-digital-voice-assistant-market-to-deliver-rapid-growth/Amazon Echo DotCr:https://www.amazon.com/All-New-Amazon-Echo-Dot-Add-Alexa-To-Any-Room/dp/B01DFKC2SO

    สมาร์ทโฮมไม่ใช่แค่เรื่องของการทำให้อุปกรณ์ต่างๆ สามารถควบคุมการทำงานผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนได้เท่านั้น แต่ยังสามารถดูความเคลื่อนไหวที่บ้านและควบคุมจากระยะไกลที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้ จะควบคุมด้วยคำสั่งเสียงก็ได้ซึ่งมีการพัฒนาให้เห็นบ้างแล้ว เช่น Google Home หรือ Amazon Echo Dot อุปกรณ์ซึ่งเป็นผู้ช่วยภายในบ้านที่พัฒนาโดยบริษัทชื่อดังอย่าง Google และ Amazon และต่อไปสมาร์ทโฮมคือการที่สามารถกำหนดให้สิ่งต่างๆ ภายในบ้านทำงานโดยอัตโนมัติได้อย่างแท้จริงตามที่ผู้อยู่อาศัยต้องการ

    จากปัจจัยรอบด้านที่ค่อนข้างพร้อมในตอนนี้โดยเฉพาะเรื่องของอินเทอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพและมีช่องทางการเชื่อมต่อที่สะดวก เอื้อให้การพัฒนาเกี่ยวกับ Internet of Things เป็นรูปธรรมมากขึ้น และมีบริษัทที่ให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในตลาดเพิ่มขึ้นด้วย มีทั้งบริษัทในวงการอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มนำเสนอแนวคิดเรื่องของสมาร์ทโฮมกับลูกค้า บางบริษัทผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้สำหรับบ้านอยู่แล้วก็หันมาต่อยอดและนำเสนออุปกรณ์ที่รองรับการใช้งานสำหรับสมาร์ทโฮมด้วย หรือบริษัทที่เป็นนักพัฒนาและเขียนโปรแกรมก็หันมาสนใจเกี่ยวกับการพัฒนาแอปพลิเคชันทางด้านนี้มากขึ้น

    แม้แต่ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตอย่าง AIS ก็มีการปรับตัวและพัฒนาการบริการที่รองรับในเรื่องของ Internet of Things ด้วยเช่นกัน เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงทิศทางของตลาดสมาร์ทโฮมว่ามีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้น มีการคาดการณ์จาก เมสเซ่ แฟรงก์เฟิร์ตนิว เอร่า (บริษัทผู้ดำเนินการจัดงานแสดงสินค้านานาชาติ) ว่าตลาดผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฮมในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2563 จะมีมูลค่าสูงถึง 2,500 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 40 เปอร์เซ็นต์/ปี โดยผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Home Automation จะได้รับความนิยมมากที่สุด

    ขณะนี้อุปกรณ์ต่างๆ เกี่ยวกับสมาร์ทโฮมที่มีจำหน่ายอยู่ในตลาดอาจยังไม่รองรับในการเชื่อมโยงเพื่อทำงานร่วมกันสักเท่าไร แต่ในอนาคตความเป็นสมาร์ทโฮมจะมีความสมาร์ทมากขึ้น ระบบและอุปกรณ์ต่างๆ จะมีมาตรฐานและสามารถทำงานร่วมกันได้

3C ตัวช่วยสำหรับธุรกิจในยุค 4.0

            Digital Thailand 4.0  ยุคที่เทคโนโลยีและองค์ความรู้หลายๆด้านถูกพัฒนาจนสามารถใช้งานได้ดีและมีราคาที่เหมาะสมไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาหุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence -AI) เซ็นเซอร์รูปแบบต่างๆรวมไปถึงเรื่องของคลาวด์คอมพิวติ้งที่ทำให้สิ่งต่างๆ เชื่อมโยงถึงกันได้จนเกิดเป็น Internet of Things (IoT),การพัฒนาเกี่ยวกับ Software as a Service (SaaS),เทคโนโลยีการขึ้นรูปวัสดุ 3 มิติ(Digital Fabrication และ 3D Printing) หรือแม้กระทั่งแนวคิดเกี่ยวกับ Marketing 4.0 ที่ทำให้สังคมและสภาพแวดล้อมในการทำงานต่างๆเปลี่ยนไป

สำนักงานแทบทุกแห่งในปัจจุบันต่างมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต หลายแห่งใช้บริการ FTTx หรือใยแก้วนำแสงทั้งในรูปแบบ Shared และ Dedicated Leased Circuit ซึ่งมีความเร็วในการให้บริการสูงสุดถึงระดับ Gbps และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีกเชื่อมต่อตรงไปยังจุดหรือพื้นที่ที่ต้องการ มีระบบเครือข่ายไร้สาย Wi-Fi เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงานผ่านอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งโน้ตบุ้ก สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต  มีระบบ VPN, Cloud Computing และ WAN Optimization ช่วยให้สำนักงานสาขาและผู้ปฏิบัติงานทางไกล (Teleworkers) สามารถทำงานและเข้าถึงข้อมูลได้ไม่ต่างจากการปฏิบัติงานในสำนักงานใหญ่

    สิ่งเหล่านี้เอื้อให้เกิดการทำงานที่เรียกว่า "ทุกที่ทุกเวลา" นอกจากหมายถึงการเชื่อมต่อเครือข่ายได้ทุกที่ทุกเวลาแล้วระบบสารสนเทศยังต้องพร้อมใช้งานตลอดเวลาด้วยธุรกิจส่วนใหญ่โดยเฉพาะธุรกิจที่มีบริการออนไลน์ให้ลูกค้าใช้งานจึงนิยมฝากเซิร์ฟเวอร์ไว้ที่ศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์(Data Center) หรือบนระบบคลาวด์แพลตฟอร์ม (Cloud Platform) เนื่องจากมีความปลอดภัยสูง มีระบบเครือข่ายความเร็วสูงที่ถูกออกแบบไว้เป็นอย่างดี มีระบบปรับอากาศ​ ระบบไฟฟ้าสำรองที่พร้อมใช้งานตลอดเวลา และยังสามารถทำระบบ Disaster Recovery (DR) เพื่อโอนย้ายฐานข้อมูลสำคัญไปยังศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์อีกแห่งหนึ่งได้เมื่อระบบเกิดการขัดข้อง

    ทางด้านโรงงานอุตสาหกรรมและสายการผลิต ปัจจุบันนี้ในส่วนของเครื่องจักรและเครื่องมือต่างๆ สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตได้เพื่ออ่านค่าสถานะการทำงานบันทึกการทำงานเพื่อการตรวจสอบในภายหลัง(Log)หรือส่งคำสั่งควบคุมไปยังอุปกรณ์ต่างๆ ทำให้ธุรกิจสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อใช้ในการวางแผนและตอบสนองต่อการสั่งงานได้แบบเรียลไทม์

    มีการคาดการณ์กันว่าในอนาคตข้อมูลจากเครื่องจักรจะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันในลักษณะ Machine-to-Machine (M2M) เพิ่มมากขึ้น เช่น เครื่องจักร 2 เครื่องที่ต้องทำงานต่อเนื่องกันจะส่งค่าสถานะต่างๆ ให้กัน(เสมือนว่าเครื่องจักรทั้ง 2 เครื่องพูดคุยสื่อสารกัน)เพื่อปรับการทำงานให้สอดคล้องกันจะเห็นว่าในยุคอุตสาหกรรม 4.0 นั้น ข้อมูลเป็นตัวเชื่อมโยงกระบวนการต่างๆเข้าด้วยกันและการเปลี่ยนแปลงของบางสิ่งบางอย่างจะส่งผลไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสิ่งอื่นๆในกระบวนการที่เกี่ยวเนื่องกันด้วย

  อีกสิ่งหนึ่งที่ธุรกิจทุกประเภทจำเป็นต้องคำนึงถึงคือเรื่องของความปลอดภัย(Security)ทั้งในด้านกายภาพ(PhysicalSecurity) เช่น การควบคุมการเข้าออกพื้นที่ปฏิบัติงาน (Access control) การตรวจตราด้วยกล้อง CCTV (Surveillance) หรือเซ็นเซอร์ในรูปแบบต่างๆ และความปลอดภัยทางด้านสารสนเทศ (IT Security) เนื่องจากข้อมูลในปัจจุบันเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินธุรกิจดังที่กล่าวมา

    อุปกรณ์ต่างๆ นิยมเชื่อมโยงข้อมูลถึงกันด้วยการใช้เครือข่าย TCP/IP Network การโจมตีข้อมูลและการโจมตีเครือข่ายจึงสร้างผลกระทบต่อธุรกิจได้อย่างมาก เช่น ถ้าข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับการทำงานของเครื่องจักรถูกทำลายย่อมส่งผลให้ธุรกิจหยุดชะงักและเสียหายได้ หรือหากมีผู้ไม่หวังดีโจมตีเว็บไซต์หรือขโมยข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าไปได้ก็จะทำให้องค์กรสูญเสียความน่าเชื่อถือในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งสำคัญมากกับธุรกิจบางประเภท เช่น ธุรกิจการเงินและธนาคาร เป็นต้น จึงจำเป็นต้องวางแผนด้านความปลอดภัยของข้อมูลและระบบอย่างรัดกุม

แนวคิด 3C : Connect Continue Create

    แนวคิด 3C คือการ “ต่อเชื่อม ต่อเนื่อง ต่อยอด” เป็นนโยบายที่ CS LOXINFO ใช้เป็นแนวคิดหลักในการสร้าง ICT Solutions ให้กับองค์กรธุรกิจ โดยหลักการแต่ละส่วนมีความหมาย ดังนี้

    ต่อเชื่อม (Connect) หมายถึง การเชื่อมโยงระบบต่างๆ เข้าด้วยกัน เช่น การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต การเชื่อมต่อสำนักงานสาขา และการเชื่อมต่อเครือข่ายภายในสำนักงานด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมโดยทั่วไปขั้นตอนนี้คือการออกแบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์นั่นเอง ในปัจจุบันการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต การเชื่อมต่อ VPN และอุปกรณ์เกี่ยวกับระบบเครือข่ายมีการพัฒนาขึ้นมาก มีให้เลือกตั้งแต่ราคาหลักพันบาทไปจนถึงหลายล้านบาท การ "ต่อเชื่อม" จึงต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมเกี่ยวกับขีดความสามารถและราคาประกอบกัน

    ต่อเนื่อง(Continue) หมายถึงกระบวนการทำงานที่มีความต่อเนื่องกันทั้งความพร้อมในด้านการใช้งานอย่างต่อเนื่อง(Continuity)และความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันระหว่างกระบวนการทำงาน(Interaction)การออกแบบระบบที่ทำงานได้อย่างต่อเนื่องต้องเริ่มตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานหรือการออกแบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มาจากขั้นตอนของการ "ต่อเชื่อม" เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ดีจะต้องมีทั้ง Stability คือการที่อุปกรณ์และการเชื่อมต่อต่างๆ ทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพ Scalability ความสามารถในการขยายขอบเขตของระบบได้ตามความต้องการโดยไม่ต้องปิดหรือหยุดการให้บริการระบบในวงกว้าง และSecurity ความสามารถในการป้องกันการโจมตีและภัยคุกคามทางเครือข่ายในรูปแบบต่างๆ
    เมื่อเรามีเครือข่ายที่สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องแล้ว แอปพลิเคชั่นและบริการออนไลน์ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อน "กระบวนการ" ทางธุรกิจจำเป็นต้องมีการออกแบบการป้องกันความผิดพลาด (Fault-Tolerant) ที่ดีด้วยเช่นกัน หากมีส่วนหนึ่งส่วนใดของระบบทำงานผิดพลาด ข้อมูลของระบบจะต้องยังคงอยู่และสามารถให้บริการแก่ผู้ใช้งานต่อไปได้ โดยให้ผู้ใช้งานได้รับผลกระทบน้อยที่สุดหรือไม่เกิดผลกระทบเลย
    สำหรับระบบที่มีความซับซ้อนอาจต้องใช้เทคนิคหลายอย่างประกอบกัน เช่น การสำเนาชุดข้อมูลเหมือนกันไว้หลายแห่ง (Replication) การกระจายภาระงาน (Load-Balancing) การตรวจสอบเพื่อเฝ้าระวังระบบ (Monitoring) การสำรองข้อมูลและกู้คืน (Backup & Recovery) และการสร้างแผนการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (Business Continuity Plan - BCP) เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชั่นต่างๆ บนคลาวด์ (Software-as-a-Service - SaaS) ถูกออกแบบให้มีความสามารถดังกล่าวอยู่แล้วโดยที่ผู้ใช้งานจะไม่ได้รับความยุ่งยากหรือรับรู้เลยว่าระบบมีความผิดพลาด เช่น เราสามารถใช้ Google Spreadsheet ได้ตามปกติแม้ว่าจะมีเซิร์ฟเวอร์จำนวนหนึ่งในศูนย์ข้อมูลของ Google เกิดการขัดข้องก็ตาม

    ต่อยอด (Create) หมายถึง การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจโดยการนำไอซีทีไปสนับสนุนการพัฒนาในด้านต่างๆ เช่น ช่วยให้การทำงานมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวมากขึ้น มีต้นทุนการปฏิบัติงานลดลง ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น หรือมีความพร้อมต่อการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับการแข่งขันในตลาดได้อย่างรวดเร็ว
    ยกตัวอย่างธุรกิจขนาดเล็กในระยะเริ่มต้นอาจอาศัยเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างเฟสบุ๊ค ไลน์ หรืออินสตาแกรมเป็นช่องทางหลักในการติดต่อกับลูกค้า ต่อมาอาจมีเว็บไซต์ของบริษัเพื่อให้ข้อมูลที่เป็นทางการแก่ลูกค้า เพราะเครือข่ายสังคมออนไลน์มีโอกาสที่ผู้อื่นจะแอบอ้างหรือให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับสินค้าได้ แต่กระบวนการสั่งสินค้า การโอนเงิน การจัดการสต็อกสินค้า การส่งสินค้า และการทำบัญชีอาจยังใช้บุคคลในการจัดทำซึ่งเหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ยังมียอดสั่งซื้อไม่มากนัก และอาจจะเป็นกิจการแบบเจ้าของคนเดียว โดยเจ้าของมีความรู้และความเข้าใจในกระบวนการทั้งหมด

    เมื่อธุรกิจเติบโตและมีปริมาณการสั่งซื้อเพิ่มขึ้น การสต็อกสินค้าและการทำบัญชีมีความซับซ้อนมากขึ้น การใช้คนทำงานในกระบวนการต่างๆ อาจจะไม่ทันต่อความต้องการของลูกค้า อีกทั้งอาจมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ (Human-Error) การจัดส่งสินค้าอาจผิดพลาดและใช้เวลานานจนส่งผลต่อความพึงพอใจของลูกค้าและสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจ

    การนำไอซีทีไปใช้ในการบริหารธุรกิจไม่ว่าจะเป็นการสร้างระบบสั่งซื้อสินค้าและชำระเงินผ่านหน้าเว็บไซต์ (e-Commerce & e-Payment System) การใช้ระบบคลาวด์ในการทำงานร่วมกันระหว่างแผนก ระบบแอปพลิเคชั่นสำนักงานบนคลาวด์ (Cloud Office Suite) ที่ทำให้ผู้ปฏิบัติงานทุกคนสามารถร่วมกันแก้ไขข้อมูลบนเอกสารหรือสเปรดชีทอันเดียวกันได้ การใช้ระบบ Cloud ERP เข้ามาช่วยทำให้กระบวนการจัดซื้อ การขาย การสต็อกสินค้ามีความสมดุลกัน สามารถจัดทำบัญชีได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง หรือในธุรกิจโรงแรมหากมีการนำเอาระบบบริหารการจองห้องพักและการให้บริการต่างๆ บนคลาวด์มาประยุกต์ใช้ ธุรกิจร้านอาหารใช้ระบบสั่งอาหารผ่าน Smartphone มีการส่งออร์เดอร์ไปยังครัวได้ทันที ทำให้สามารถเสริฟอาหารและคิดราคาได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ก็จะช่วยให้ธุรกิจมีศักยภาพที่เหนือกว่าคู่แข่งได้

    จะเห็นได้ว่าการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีไอซีทีอย่างเหมาะสม ไอซีทีจะเป็นทั้งเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาและเพิ่มศักยภาพให้กับธุรกิจ ยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์หรือองค์กรและยังต่อยอดธุรกิจให้เจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดได้ดังที่บริษัทเกิดใหม่อย่าง Startup ประสบความสำเร็จมาแล้ว

“การดำเนินธุรกิจในยุคดิจิตอลไม่อาจเติบโตและแข่งขันได้หากไม่นำเทคโนโลยีไอซีทีไประยุกต์ใช้ในการบริหารและการทำงาน”

 

เทคโนโลยี VR (Virtual Reality) จะมีมูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2021

    เทคโนโลยี VR หรือ Virtual Reality ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในปี 2016 เป็น Gadget ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากเทคโนโลยีนี้ไม่ใช่แค่สร้างโลกเสมือนให้คนเข้าไปสัมผัสผ่านแว่น VR ได้เท่านั้น แต่ยังทำภารกิจเพื่อสัมผัสประสบการณ์ต่างๆ ตามที่ผู้สร้างคอนเทนต์ต้องการนำเสนอได้อีกด้วย

มูลค่าการตลาดจะโตขึ้นจากปี 2016 กว่า 10 เท่า

    การที่บอกว่าเทคโนโลยี VR ได้รับความสนใจก็คงไม่ชัดเจนเท่ากับการมีตัวเลขอ้างอิงมาแสดงให้เห็นว่ามากสักแค่ไหน ข้อมูลต่อไปนี้เป็นการวิจัยของ Juniper Research ที่ได้สำรวจตลาดเกี่ยวกับเทคโนโลยี VR เมื่อปี 2016 ซึ่งได้ข้อมูลว่าเทคโนโลยีดังกล่าวนี้มีมูลค่าถึง 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ และจากข้อมูลที่ได้มาทำให้คาดการณ์ว่ามูลค่าการตลาดจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเพื่มขึ้นไม่น้อยกว่า 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปี 2021 ทั้งนี้มูลค่าการตลาดที่ว่าหมายรวมถึงอุปกรณ์จำพวกฮาร์ดแวร์ต่างๆ ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี VR ไม่ว่าจะเป็นแว่น VR, หูฟัง, กล้อง 360 องศา, อุปกรณ์ต่อพ่วง และอื่นๆ และจะว่าไปแล้วอีกส่วนหนึ่งที่จะได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ด้วยก็คือผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ทั้งหลาย

ทำอะไรได้มากกว่าแค่การเป็นอุปกรณ์ในการเล่นเกม

    ที่ผ่านมาข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยี VR ที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ มักเป็นเรื่องราวที่อยู่ในวงการเกมเสียส่วนใหญ่ แน่นอนว่าอุตสาหกรรมเกมจะเป็นตลาดหลักของเทคโนโลยีนี้ อย่างน้อยก็ในระยะเวลาช่วงแรกๆ นี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเทคโนโลยี VR จะตอบสนองหรือใช้งานได้แค่การเป็นอุปกรณ์ในการเล่นเกมเท่านั้น

News-71Cr รูปภาพ : https://4gamerth.com/araya-new-screenshots/

    พูดถึงเกม VR ต้องบอกว่าประเทศไทยก็มีสตูดิโอที่พัฒนาเกม VR จนมีชื่อเสียงในระดับนานาชาติกับเขาเหมือนกัน และยังผ่านการโหวตจนสามารถเข้าไปขายในร้านค้าเกมชื่อดังอย่าง Steam ได้อีกด้วย นั่นก็คือเกม ARAYA ผลงานการสร้างจากค่าย MAD Virtual Reality Studio เป็นเกมแนวสยองขวัญที่นำเสนอบรรยากาศของโรงพยาบาลร้างให้คอเกมได้เข้าไปสัมผัสประสบการณ์หลอนแบบไทยๆ

    การที่สามารถสร้างสรรค์โลกเสมือนจริงและนำพาคนเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ในโลกเสมือนเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ได้ เทคโนโลยีนี้จึงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมหรือวงการต่างๆ ได้อีกมากมายทั้งในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว, แวดวงการศึกษา, การช็อปปิ้ง, การแพทย์ ฯลฯ ดังที่มีตัวอย่างการพัฒนาออกมาให้เห็นบ้างแล้ว เช่น โรงแรม Marriott ได้สร้างโปสการ์ดในรูปแบบ VR ให้ผู้ที่เข้าพักได้สัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าสนใจ หรือการให้ลูกค้ามีโอกาสได้สัมผัสกีฬาเอ็กตรีมอย่างการปีนเขาหรือไต่หน้าผาของ Merrell แบรนด์รองเท้าชื่อดัง เป็นต้น

ช่องทางสำคัญของการทำ Digital Marketing

    ได้เห็นถึงขอบเขตความสามารถที่เทคโนโลยี VR ทำได้ต้องบอกว่าอัตราการเติบโตที่ Juniper Research คาดการณ์ไว้นั้นคงไม่ใช่สิ่งเกินความเป็นจริง เมื่อมีผู้ใช้เพิ่มมากขึ้นประกอบกับรูปแบบการใช้งานที่ผู้ใช้ต้องสวมแว่นเพื่อเข้าไปอยู่ในโลกเสมือนในการสัมผัสคอนเทนต์ต่างๆ ส่งผลให้เทคโนโลยี VR ได้กลายเป็นเป้าหมายสำหรับการใช้ประโยชน์ในด้านการตลาดอีกด้วย โดยสื่อต่างๆ และนักการตลาดทั้งหลายต่างเห็นพ้องต้องกันว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็นช่องทางในการทำ Digital Marketing ที่สำคัญในปี 2017

mcdonalds-working-on-its-own-vr-headset

Cr.http://www.theverge.com/2016/2/29/11134302/mcdonalds-virtual-reality-happy-goggles

    ผู้ประกอบการคงต้องคิดและวางแผนว่าจะทำตลาดอย่างไรให้ลูกค้ามีโอกาสได้เห็น รับรู้ หรือสัมผัสสินค้าและบริการผ่านเทคโนโลยีที่เป็นโลกเสมือนนี้ ตัวอย่างที่มีให้เห็นก็อย่างเช่น McDonald’s ได้ออกแบบกล่องใส่อาหารชุด Happy Meal ให้สามารถพับเป็นแว่น VR และใช้ร่วมกับสมาร์ทโฟนได้ ทางด้านผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและแว่น VR ด้วยอย่าง Samsung ก็เคยนำเสนอการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ผ่านโลกเสมือนมาแล้ว

    ที่ดูจะล้ำหน้ากว่าใครคงเป็นตัวอย่างการใช้ Social Network อย่าง Facebook ผ่านแว่น VR ของ Mark Zuckerberg ที่เพื่อนสมาชิกในเครือข่ายสามารถเข้าไปพบปะพูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกันได้ ด้วยการสร้าง Avatar หรือการ์ตูนซึ่งสามารถถ่ายทอดอารมณ์ได้แทนตัวเองขึ้นมา

    เมื่อได้เห็นเจ้าพ่อ Social Network อย่าง Mark Zuckerberg โชว์การใช้เทคโนโลยี VR ทำให้คิดถึงภาพยนตร์ที่ Bruce Willis แสดงเรื่อง Surrogates ขึ้นมาทันที อดคิดไม่ได้ว่าต่อไปผู้คนคงต้องเข้าไปพบปะกันใน Virtual Society แล้วสินะ