Monthly Archives: March 2017

ความปลอดภัยจะมากขึ้น เมื่อรถยนต์คุยกันผ่านระบบ Cloud

cloud car Cr. http://dragstermx.com/www/2014/10/16/hitachi-data-systems-y-clarion-se-unen-para-acelerar-el-desarrollo-de-la-conectividad-entre-autos/

    เรื่องที่จะเขียนถึงต่อไปนี้ไม่ใช่การเชื่อมต่อระหว่างสมาร์ทโฟนกับระบบ Infortainment ในรถยนต์เพื่อการซิงค์ข้อมูลใดๆ ที่จัดเก็บอยู่ใน Cloud แต่เป็นเรื่องของการพัฒนาในแวดวงยานยนต์ที่ไปไกลกว่านั้นมาก เรากำลังพูดถึงการพัฒนาระบบความปลอดภัยแบบบูรณาการจะเรียกว่าเป็นการจราจรแห่งอนาคตก็ได้

ความปลอดภัยในรถยนต์ถูกพัฒนาให้มีมาตรฐานที่ดีขึ้นตามลำดับ เริ่มจากมีการกำหนดมาตรการความปลอดภัยให้กับผู้ใช้รถออกเป็น 2 ส่วนคือ Active Safety หมายถึงการลดโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุจากสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงต่างๆ ระบบความปลอดภัยที่อยู่ในส่วนนี้ เช่น ระบบเบรก ABS อีกส่วนหนึ่งเรียกว่า Passive Safety หากหลีกเลี่ยงที่จะไม่ให้เกิดอุบัติเหตุไม่ได้จริงๆ อย่างน้อยก็ต้องมีระบบที่ช่วยบรรเทาความเสียหายหรือผ่อนหนักให้เป็นเบา ไม่ว่าจะเป็นการมีโครง สร้างตัวถังนิภัยที่แข็งแรง มีเข็มขัดนิรภัย หรือถุงลมนิรภัยตามจุดต่างๆ เป็นต้น

    ระบบความปลอดภัยในแต่ละส่วนทั้ง Active Safety และ Passive Safety ถูกพัฒนาและเติมเต็มในรถยนต์มากขึ้นดังที่เราจะเห็นได้ในโบร์ชัวรถยนต์ว่าระบบความปลอดภัยในปัจจุบันนี้มีอยู่ไม่น้อยเลย ล้วนแต่เป็นระบบที่ทันสมัยทั้งสิ้น เรียกว่าเป็นยุคของการขับขี่อัจฉริยะ บางค่ายก็ให้นิยามระบบความปลอดภัยของตนว่า Intelligent Mobility Driving บ้างก็เรียกว่า i-Activsense บางค่ายก็เรียก Safety Sense เป็นเพราะระบบเหล่านั้นสามารถรู้สภาวะการขับขี่ได้ว่าตอนไหนที่มีความเสี่ยงและแจ้งเตือนผู้ขับก่อนที่จะเกิดการเฉี่ยวชนขึ้น เช่นระบบ Smart City Brake Support หากมีการตรวจพบว่าอีกไม่กี่เมตรข้างหน้ามีคน รถยนต์ หรือวัตถุใดขวางอยู่ แต่ผู้ขับยังไม่มีการชะลอความเร็ว ระบบจะส่งเสียงเตือนเพื่อให้คนขับรู้ตัว หรืออาจถึงขั้นช่วยเบรกให้โดยอัตโนมัติ หรือระบบ Lane-Keep Assist System ที่จะช่วยเตือนเมื่อมีการขับรถออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งผู้ขับอาจจะหลับในหรือละสายตาไปจากถนน

    ระบบที่ยกตัวอย่างมาถือว่ามีความฉลาดมาก เป็นการสร้างการรับรู้หรือ Sense ให้กับรถยนต์เหมือนกับคนเรา แต่มีความแม่นยำมากกว่า แต่นั่นก็เป็นเพียงการป้องกันเฉพาะตัวเท่านั้น ยังมีอีก 2 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ คือ สภาพแวดล้อมโดยรอบเส้นทางและรถยนต์คันอื่นๆ ดังนั้นหากจะลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุให้ได้มากที่สุดจะต้องสร้างมาตรการความปลอดภัยแบบบูรณาการ แบ่งเป็นการทำโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับการจราจรตามแนวคิดใหม่และการทำให้รถยนต์ทุกคันบนท้องถนนแชร์ข้อมูลระหว่างกันได้

    ต้องขอยกตัวอย่างการพัฒนาของโตโยต้าเพราะมีความคืบค่อนข้างมากกับการพัฒนาในเรื่องนี้ ในส่วนของการทำโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับการจราจรโตโยต้าได้พัฒนาระบบที่เรียกว่า ITS Connect หรือ Intelligent Transportation System ขึ้นมา เป็นการติดตั้งเซนเซอร์ไว้กับสัญญาณไฟจราจรหรือเสาไฟฟ้าตามแยกต่างๆ เพื่อทำหน้าที่ในการส่งสัญญาณหรือแจ้งเตือนรถยนต์ที่กำลังจะขับผ่านตรงจุดนั้น เช่น การแจ้งเตือนเพื่อลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากมุมอับสายตาเวลาที่มีการเลี้ยวหรือกลับรถตามแยกต่างๆ

    ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือการพัฒนาให้รถบนถนนคุยกันได้หรือที่เรียกกันว่า Vehicle to Vehicle หรือ Car to Car โตโยต้าเรียกการพัฒนาของตนในส่วนนี้ว่า Mobility Teammate Concept

    การพัฒนาเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานคงเหมาะสำหรับการจราจรในเมือง แต่การที่จะทำให้ทั่วถึงทุกพื้นที่คงเป็นไปได้ยาก แต่ถ้ารถทุกคันแชร์ข้อมูลระหว่างกันได้ก็จะใช้งานและได้ประโยชน์ร่วมกันในทุกเส้นทาง

    แนวคิดของการพัฒนาที่ว่านี้เป็นการอาศัยการแบ่งปันข้อมูลจากรถคันหน้าซึ่งจะพบเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ก่อนรถคันที่ขับตามมา หากรถคันหน้าพบว่าในเส้นทางมีสิ่งกีดขวาง เส้นทางชำรุด หรือมีอุบัติเหตุแล้วแบ่งปันข้อมูลให้กับรถคันหลังและคันหลังส่งข้อมูลต่อกันไปเป็นทอดๆ รถทุกคันก็จะสามารถทราบสถานการณ์ของเส้นทางข้างหน้าได้แบบเรียลไทม์และเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้

 การแบ่งปันข้อมูลระหว่างรถยนต์จำเป็นต้องอาศัยระบบที่สำคัญ 2 ส่วนด้วยกันคือ…

    - ระบบ Cloud เพื่อใช้ในการเก็บและแชร์ข้อมูล ส่วนการแบ่งปันข้อมูลระหว่างรถยนต์จะเป็นรูปแบบใดภาพ เสียง หรือข้อความก็เป็นเรื่องของการออกแบบ หรืออาจจะรองรับการสื่อสารทุกรูปแบบเลยก็เป็นไปได้

    - ระบบ Driving Intelligence เช่น กล้องบันทึกภาพ เรดาร์ หรือเซนเซอร์ เพื่อใช้ในการตรวจจับและบันทึกข้อมูล

     แนวคิดของการพัฒนาให้รถยนต์แบ่งปันข้อมูลระหว่างกันไม่เพียงจะช่วยลดโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุ แต่อาจส่งผลดีในเรื่องของลดปัญหาการจราจรด้วย ก็หวังว่าเทคโนโลยีดีๆ แบบนี้จะถูกพัฒนาและนำมาใช้ได้จริงในเร็ววัน hausarbeit-agentur.com

ความกังวลด้านความปลอดภัยในทรัพย์สินและการดูแลผู้สูงอายุจะหมดไป ด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ Smart Home

    “ไฟ” คงเคยเห็นกันบ่อยๆ ในภาพยนตร์กับการเปิดไฟในบ้านหรืออาคารด้วยคำสั่งเสียง สิ้นเสียงคำสั่งแล้วไฟในห้องก็สว่างขึ้นทันที ตอนนี้เรากำลังอยู่ในยุคสมัยที่ทำแบบนั้นได้จริงๆ ไม่ใช่เรื่องของจินตนาการอีกต่อไป สามารถได้ในชีวิตจริงด้วยไม่ใช่เป็นเพียงต้นแบบหรือการพัฒนา แม้ว่าตอนนี้อาจยังไม่แพร่หลาย แต่ก็มีแนวโน้มที่จะก้าวไปสู่ยุคของสมาร์ทโฮม (Smarthome) ที่สมบูรณ์แบบอย่างแน่นอน

    หากมองเพียงมุมของความสะดวกสบายดูเหมือนว่าตลาดสมาร์ทโฮมน่าจะเกิดและเติบโตได้ยาก เพราะผู้อยู่อาศัยอาจมองว่าสมาร์ทโฮมเป็นสิ่งที่เกินความจำเป็น การใช้รีโมทในการควบคุมอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ลำบากเกินไป แต่ปัจจัยที่ทำให้ผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้มั่นใจว่าผู้อยู่อาศัยจะหันมาให้ความสนใจและตลาดสมาร์ทโฮมจะต้องโตขึ้นก็คือ ประโยชน์ในเรื่องของการปกป้องทรัพย์สินและการดูแลผู้สูงอายุ

    ด้านความปลอดภัย (Security) สมาร์ทโฮมจะช่วยลดความเสี่ยงทั้งเรื่องของการเกิดอัคคีภัย จากการที่ลืมปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ต่อไปจะสามารถทราบสถานะของเครื่องใช้ไฟฟ้ารวมถึงสั่งปิดการทำงานจากที่ไหนก็ได้ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนได้เลย และการมีสมาร์ทโฮมจะช่วยป้องกันทรัพย์สินภายในบ้านจากการถูกโจรกรรมด้วย

    สำหรับผู้สูงอายุ สมาร์ทโฮมจะเป็นผู้ช่วยได้เป็นอย่างดีทั้งเรื่องของการอำนวยความสะดวกในการเปิด-ปิดอุปกรณ์ต่างๆ แม้ว่าเครื่องใช้ภายในบ้านจะมีรีโมทอยู่แล้ว แต่การใช้รีโมทหลายๆ อัน อีกทั้งปุ่มกดกับตัวหนังสือที่ค่อนข้างเล็กก็ไม่ใช่เรื่องที่สะดวกสักเท่าไร ที่สำคัญคือการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น ทำหน้าที่ติดต่อญาติหรือโรงพยาบาลให้โดยอัตโนมัติ

    คนที่มีผู้สูงอายุอยู่ที่บ้านคงเข้าใจดีเกี่ยวกับความกังวลใจเมื่อจำเป็นต้องให้ผู้สูงอายุอยู่บ้านตามลำพัง ตามข้อมูลประชากรเมื่อปี พ.ศ. 2556 ประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุ 9.6 ล้านคน คาดว่าจำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็น 17.6 ล้านคนในปี พ.ศ. 2573 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านคนในปี พ.ศ. 2583 ดังนั้นความต้องการในส่วนนี้มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนgoogle smart home

Cr.http://www.channelnews.com.au/google-brings-challenge-to-amazon-digital-voice-assistant-market-to-deliver-rapid-growth/

    สมาร์ทโฮมไม่ใช่แค่เรื่องของการทำให้อุปกรณ์ต่างๆ สามารถควบคุมการทำงานผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนได้เท่านั้น แต่ยังสามารถดูความเคลื่อนไหวที่บ้านและควบคุมจากระยะไกลที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้ จะควบคุมด้วยคำสั่งเสียงก็ได้ซึ่งมีการพัฒนาให้เห็นบ้างแล้ว เช่น Google Home หรือ Amazon Echo Dot อุปกรณ์ซึ่งเป็นผู้ช่วยภายในบ้านที่พัฒนาโดยบริษัทชื่อดังอย่าง Google และ Amazon และต่อไปสมาร์ทโฮมคือการที่สามารถกำหนดให้สิ่งต่างๆ ภายในบ้านทำงานโดยอัตโนมัติได้อย่างแท้จริงตามที่ผู้อยู่อาศัยต้องการ

    จากปัจจัยรอบด้านที่ค่อนข้างพร้อมในตอนนี้โดยเฉพาะเรื่องของอินเทอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพและมีช่องทางการเชื่อมต่อที่สะดวก เอื้อให้การพัฒนาเกี่ยวกับ Internet of Things เป็นรูปธรรมมากขึ้น และมีบริษัทที่ให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในตลาดเพิ่มขึ้นด้วย มีทั้งบริษัทในวงการอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มนำเสนอแนวคิดเรื่องของสมาร์ทโฮมกับลูกค้า บางบริษัทผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้สำหรับบ้านอยู่แล้วก็หันมาต่อยอดและนำเสนออุปกรณ์ที่รองรับการใช้งานสำหรับสมาร์ทโฮมด้วย หรือบริษัทที่เป็นนักพัฒนาและเขียนโปรแกรมก็หันมาสนใจเกี่ยวกับการพัฒนาแอปพลิเคชันทางด้านนี้มากขึ้น

    แม้แต่ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตอย่าง AIS ก็มีการปรับตัวและพัฒนาการบริการที่รองรับในเรื่องของ Internet of Things ด้วยเช่นกัน เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงทิศทางของตลาดสมาร์ทโฮมว่ามีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้น มีการคาดการณ์จาก เมสเซ่ แฟรงก์เฟิร์ตนิว เอร่า (บริษัทผู้ดำเนินการจัดงานแสดงสินค้านานาชาติ) ว่าตลาดผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฮมในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2563 จะมีมูลค่าสูงถึง 2,500 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 40 เปอร์เซ็นต์/ปี โดยผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Home Automation จะได้รับความนิยมมากที่สุด

    ขณะนี้อุปกรณ์ต่างๆ เกี่ยวกับสมาร์ทโฮมที่มีจำหน่ายอยู่ในตลาดอาจยังไม่รองรับในการเชื่อมโยงเพื่อทำงานร่วมกันสักเท่าไร แต่ในอนาคตความเป็นสมาร์ทโฮมจะมีความสมาร์ทมากขึ้น ระบบและอุปกรณ์ต่างๆ จะมีมาตรฐานและสามารถทำงานร่วมกันได้

Still, the band visit this web-site succeeded in producing the first double album ever to achieve platinum status with 1968′s wheels of fire

3C ตัวช่วยสำหรับธุรกิจในยุค 4.0

 

3C CS LOXINFO    Digital Thailand 4.0 ยุคที่เทคโนโลยีและองค์ความรู้หลายๆ ด้านถูกพัฒนาจนสามารถใช้งานได้ดีและมีราคาที่เหมาะสมไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาหุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence -AI) เซ็นเซอร์รูปแบบต่างๆ รวมไปถึงเรื่องของคลาวด์คอมพิวติ้งที่ทำให้สิ่งต่างๆ เชื่อมโยงถึงกันได้จนเกิดเป็น Internet of Things (IoT), การพัฒนาเกี่ยวกับ Software as a Service (SaaS), เทคโนโลยีการขึ้นรูปวัสดุ 3 มิติ (Digital Fabrication และ 3D Printing) หรือแม้กระทั่งแนวคิดเกี่ยวกับ Marketing 4.0 ที่ทำให้สังคมและสภาพแวดล้อมในการทำงานต่างๆ เปลี่ยนไป

    สำนักงานแทบทุกแห่งในปัจจุบันต่างมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต หลายแห่งใช้บริการ FTTx หรือใยแก้วนำแสงทั้งในรูปแบบ Shared และ Dedicated Leased Circuit ซึ่งมีความเร็วในการให้บริการสูงสุดถึงระดับ Gbps และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีกเชื่อมต่อตรงไปยังจุดหรือพื้นที่ที่ต้องการ มีระบบเครือข่ายไร้สาย Wi-Fi เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงานผ่านอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งโน้ตบุ้ก สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต มีระบบ VPN, Cloud Computing และ WAN Optimization ช่วยให้สำนักงานสาขาและผู้ปฏิบัติงานทางไกล (Teleworkers) สามารถทำงานและเข้าถึงข้อมูลได้ไม่ต่างจากการปฏิบัติงานในสำนักงานใหญ่

    สิ่งเหล่านี้เอื้อให้เกิดการทำงานที่เรียกว่า "ทุกที่ทุกเวลา" นอกจากหมายถึงการเชื่อมต่อเครือข่ายได้ทุกที่ทุกเวลาแล้วระบบสารสนเทศยังต้องพร้อมใช้งานตลอดเวลาด้วย ธุรกิจส่วนใหญ่โดยเฉพาะธุรกิจที่มีบริการออนไลน์ให้ลูกค้าใช้งานจึงนิยมฝากเซิร์ฟเวอร์ไว้ที่ศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ (Data Center) หรือบนระบบคลาวด์แพลตฟอร์ม (Cloud Platform) เนื่องจากมีความปลอดภัยสูง มีระบบเครือข่ายความเร็วสูงที่ถูกออกแบบไว้เป็นอย่างดี มีระบบปรับอากาศ​ ระบบไฟฟ้าสำรองที่พร้อมใช้งานตลอดเวลา และยังสามารถทำระบบ Disaster Recovery (DR) เพื่อโอนย้ายฐานข้อมูลสำคัญไปยังศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์อีกแห่งหนึ่งได้เมื่อระบบเกิดการขัดข้อง

    ทางด้านโรงงานอุตสาหกรรมและสายการผลิต ปัจจุบันนี้ในส่วนของเครื่องจักรและเครื่องมือต่างๆ สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตได้เพื่ออ่านค่าสถานะการทำงาน บันทึกการทำงานเพื่อการตรวจสอบในภายหลัง (Log) หรือส่งคำสั่งควบคุมไปยังอุปกรณ์ต่างๆ ทำให้ธุรกิจสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อใช้ในการวางแผนและตอบสนองต่อการสั่งงานได้แบบเรียลไทม์

    มีการคาดการณ์กันว่าในอนาคตข้อมูลจากเครื่องจักรจะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันในลักษณะ Machine-to-Machine (M2M) เพิ่มมากขึ้น เช่น เครื่องจักร 2 เครื่องที่ต้องทำงานต่อเนื่องกันจะส่งค่าสถานะต่างๆ ให้กัน (เสมือนว่าเครื่องจักรทั้ง 2 เครื่องพูดคุยสื่อสารกัน) เพื่อปรับการทำงานให้สอดคล้องกัน จะเห็นว่าในยุคอุตสาหกรรม 4.0 นั้น ข้อมูลเป็นตัวเชื่อมโยงกระบวนการต่างๆ เข้าด้วยกัน และการเปลี่ยนแปลงของบางสิ่งบางอย่างจะส่งผลไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสิ่งอื่นๆ ในกระบวนการที่เกี่ยวเนื่องกันด้วย

    อีกสิ่งหนึ่งที่ธุรกิจทุกประเภทจำเป็นต้องคำนึงถึงคือเรื่องของความปลอดภัย (Security) ทั้งในด้านกายภาพ (Physical Security) เช่น การควบคุมการเข้าออกพื้นที่ปฏิบัติงาน (Access control) การตรวจตราด้วยกล้อง CCTV (Surveillance) หรือเซ็นเซอร์ในรูปแบบต่างๆ และความปลอดภัยทางด้านสารสนเทศ (IT Security) เนื่องจากข้อมูลในปัจจุบันเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินธุรกิจดังที่กล่าวมา

    อุปกรณ์ต่างๆ นิยมเชื่อมโยงข้อมูลถึงกันด้วยการใช้เครือข่าย TCP/IP Network การโจมตีข้อมูลและการโจมตีเครือข่ายจึงสร้างผลกระทบต่อธุรกิจได้อย่างมาก เช่น ถ้าข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับการทำงานของเครื่องจักรถูกทำลายย่อมส่งผลให้ธุรกิจหยุดชะงักและเสียหายได้ หรือหากมีผู้ไม่หวังดีโจมตีเว็บไซต์หรือขโมยข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าไปได้ก็จะทำให้องค์กรสูญเสียความน่าเชื่อถือในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งสำคัญมากกับธุรกิจบางประเภท เช่น ธุรกิจการเงินและธนาคาร เป็นต้น จึงจำเป็นต้องวางแผนด้านความปลอดภัยของข้อมูลและระบบอย่างรัดกุม

แนวคิด 3C : Connect Continue Create

    แนวคิด 3C คือการ "ต่อเชื่อม ต่อเนื่อง ต่อยอด" เป็นนโยบายที่ CS LOXINFO ใช้เป็นแนวคิดหลักในการสร้าง ICT Solutions ให้กับองค์กรธุรกิจ โดยหลักการแต่ละส่วนมีความหมาย ดังนี้

    ต่อเชื่อม (Connect) หมายถึง การเชื่อมโยงระบบต่างๆ เข้าด้วยกัน เช่น การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต การเชื่อมต่อสำนักงานสาขา และการเชื่อมต่อเครือข่ายภายในสำนักงานด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม
    โดยทั่วไปขั้นตอนนี้คือการออกแบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์นั่นเอง ในปัจจุบันการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต การเชื่อมต่อ VPN และอุปกรณ์เกี่ยวกับระบบเครือข่ายมีการพัฒนาขึ้นมาก มีให้เลือกตั้งแต่ราคาหลักพันบาทไปจนถึงหลายล้านบาท การ "ต่อเชื่อม" จึงต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมเกี่ยวกับขีดความสามารถและราคาประกอบกัน

    ต่อเนื่อง (Continue) หมายถึง กระบวนการทำงานที่มีความต่อเนื่องกันทั้งความพร้อมในด้านการใช้งานอย่างต่อเนื่อง (Continuity) และความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันระหว่างกระบวนการทำงาน (Interaction)
    การออกแบบระบบที่ทำงานได้อย่างต่อเนื่องต้องเริ่มตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานหรือการออกแบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มาจากขั้นตอนของการ "ต่อเชื่อม" เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ดีจะต้องมีทั้ง Stability คือการที่อุปกรณ์และการเชื่อมต่อต่างๆ ทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพ Scalability ความสามารถในการขยายขอบเขตของระบบได้ตามความต้องการโดยไม่ต้องปิดหรือหยุดการให้บริการระบบในวงกว้าง และ Security ความสามารถในการป้องกันการโจมตีและภัยคุกคามทางเครือข่ายในรูปแบบต่างๆ
    เมื่อเรามีเครือข่ายที่สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องแล้ว แอปพลิเคชั่นและบริการออนไลน์ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อน "กระบวนการ" ทางธุรกิจจำเป็นต้องมีการออกแบบการป้องกันความผิดพลาด (Fault-Tolerant) ที่ดีด้วยเช่นกัน หากมีส่วนหนึ่งส่วนใดของระบบทำงานผิดพลาด ข้อมูลของระบบจะต้องยังคงอยู่และสามารถให้บริการแก่ผู้ใช้งานต่อไปได้ โดยให้ผู้ใช้งานได้รับผลกระทบน้อยที่สุดหรือไม่เกิดผลกระทบเลย
    สำหรับระบบที่มีความซับซ้อนอาจต้องใช้เทคนิคหลายอย่างประกอบกัน เช่น การสำเนาชุดข้อมูลเหมือนกันไว้หลายแห่ง (Replication) การกระจายภาระงาน (Load-Balancing) การตรวจสอบเพื่อเฝ้าระวังระบบ (Monitoring) การสำรองข้อมูลและกู้คืน (Backup & Recovery) และการสร้างแผนการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (Business Continuity Plan - BCP) เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชั่นต่างๆ บนคลาวด์ (Software-as-a-Service - SaaS) ถูกออกแบบให้มีความสามารถดังกล่าวอยู่แล้วโดยที่ผู้ใช้งานจะไม่ได้รับความยุ่งยากหรือรับรู้เลยว่าระบบมีความผิดพลาด เช่น เราสามารถใช้ Google Spreadsheet ได้ตามปกติแม้ว่าจะมีเซิร์ฟเวอร์จำนวนหนึ่งในศูนย์ข้อมูลของ Google เกิดการขัดข้องก็ตาม

    ต่อยอด (Create) หมายถึง การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจโดยการนำไอซีทีไปสนับสนุนการพัฒนาในด้านต่างๆ เช่น ช่วยให้การทำงานมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวมากขึ้น มีต้นทุนการปฏิบัติงานลดลง ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น หรือมีความพร้อมต่อการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับการแข่งขันในตลาดได้อย่างรวดเร็ว
    ยกตัวอย่างธุรกิจขนาดเล็กในระยะเริ่มต้นอาจอาศัยเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างเฟสบุ๊ค ไลน์ หรืออินสตาแกรมเป็นช่องทางหลักในการติดต่อกับลูกค้า ต่อมาอาจมีเว็บไซต์ของบริษัเพื่อให้ข้อมูลที่เป็นทางการแก่ลูกค้า เพราะเครือข่ายสังคมออนไลน์มีโอกาสที่ผู้อื่นจะแอบอ้างหรือให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับสินค้าได้ แต่กระบวนการสั่งสินค้า การโอนเงิน การจัดการสต็อกสินค้า การส่งสินค้า และการทำบัญชีอาจยังใช้บุคคลในการจัดทำซึ่งเหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ยังมียอดสั่งซื้อไม่มากนัก และอาจจะเป็นกิจการแบบเจ้าของคนเดียว โดยเจ้าของมีความรู้และความเข้าใจในกระบวนการทั้งหมด

    เมื่อธุรกิจเติบโตและมีปริมาณการสั่งซื้อเพิ่มขึ้น การสต็อกสินค้าและการทำบัญชีมีความซับซ้อนมากขึ้น การใช้คนทำงานในกระบวนการต่างๆ อาจจะไม่ทันต่อความต้องการของลูกค้า อีกทั้งอาจมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ (Human-Error) การจัดส่งสินค้าอาจผิดพลาดและใช้เวลานานจนส่งผลต่อความพึงพอใจของลูกค้าและสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจ

    การนำไอซีทีไปใช้ในการบริหารธุรกิจไม่ว่าจะเป็นการสร้างระบบสั่งซื้อสินค้าและชำระเงินผ่านหน้าเว็บไซต์ (e-Commerce & e-Payment System) การใช้ระบบคลาวด์ในการทำงานร่วมกันระหว่างแผนก ระบบแอปพลิเคชั่นสำนักงานบนคลาวด์ (Cloud Office Suite) ที่ทำให้ผู้ปฏิบัติงานทุกคนสามารถร่วมกันแก้ไขข้อมูลบนเอกสารหรือสเปรดชีทอันเดียวกันได้ การใช้ระบบ Cloud ERP เข้ามาช่วยทำให้กระบวนการจัดซื้อ การขาย การสต็อกสินค้ามีความสมดุลกัน สามารถจัดทำบัญชีได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง หรือในธุรกิจโรงแรมหากมีการนำเอาระบบบริหารการจองห้องพักและการให้บริการต่างๆ บนคลาวด์มาประยุกต์ใช้ ธุรกิจร้านอาหารใช้ระบบสั่งอาหารผ่าน Smartphone มีการส่งออร์เดอร์ไปยังครัวได้ทันที ทำให้สามารถเสริฟอาหารและคิดราคาได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ก็จะช่วยให้ธุรกิจมีศักยภาพที่เหนือกว่าคู่แข่งได้

    จะเห็นได้ว่าการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีไอซีทีอย่างเหมาะสม ไอซีทีจะเป็นทั้งเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาและเพิ่มศักยภาพให้กับธุรกิจ ยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์หรือองค์กรและยังต่อยอดธุรกิจให้เจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดได้ดังที่บริษัทเกิดใหม่อย่าง Startup ประสบความสำเร็จมาแล้ว

“การดำเนินธุรกิจในยุคดิจิตอลไม่อาจเติบโตและแข่งขันได้หากไม่นำเทคโนโลยีไอซีทีไประยุกต์ใช้ในการบริหารและการทำงาน” Beauftragen sie autor tommyhh19 ber ghostwriter kosten by https://ghostwriter-hilfe.com content

Untitled

” CS LOXINFO ชูหลัก 3 ต่อ  ต่อเชื่อม ต่อเนื่อง ต่อยอด ให้บริการ ICT Solution ที่ตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจขององค์กรอย่างเต็มรูปแบบและมีประสิทธิภาพ ขานรับนโยบายดิจิตอล ไทยแลนด์ 4.0 “

ดิจิตอล ไทยแลนด์ 4.0 นโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยนวัตกรรม ดิจิตอล หรือ ระบบไอซีที ซึ่งได้ถูกพัฒนาจนใช้งานได้ดีและมีราคาที่เหมาะสม อาทิเช่น เทคโนโลยีหุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ เซนเซอร์รูปแบบต่างๆ ซึ่งรวมกันเป็น Internet of Things ผนวกกับ Cloud Computing, Software as a Service และอื่นๆ ซึ่งทำให้สังคมและสภาพแวดล้อมในการทำงานต่างๆ ค่อยๆ เปลี่ยนไป

“CS LOXINFO ตอบโจทย์ธุรกิจในยุคดิจิตอล ด้วย Total Solution ของระบบไอซีที ที่จะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างเต็มรูปแบบ และคุ้มค่า”

ดร.

ดร.สมชาย กิตติชัยกุลกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายการตลาดและการขาย บริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ จำกัด (มหาชน)

กล่าวว่า      CS LOXINFO ขานรับกับนโยบายดิจิตอล ไทยแลนด์ 4.0 ด้วยการให้คำปรึกษาและบริการไอซีที ภายใต้เป้าหมายการให้บริการ 3 ต่อ คือ ต่อเชื่อม ต่อเนื่อง และต่อยอด ต่อเชื่อม เพื่อให้ทุกระบบภายในหน่วยงานธุรกิจเชื่อมโยงกันด้วยอินเทอร์เน็ต เพื่อการบริหารจัดการรวดเร็วจากที่เดียว เช่น ระบบ CCTV ที่มีห้อง Control Room บันทึกภาพจากทุกกล้องทุกมุม ควบคุมการทำงานของกล้องได้จากส่วนกลาง และติดตามความเคลื่อนไหวผ่านภาพได้จากอุปกรณ์ที่มีการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ตต่อเนื่อง เพื่อให้หน่วยงานธุรกิจดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องแม้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด  เช่น ภัยพิบัติ การชุมนุมทางการเมือง หรืออื่นๆ ด้วยการให้คำปรึกษาและนำระบบไอซีทีช่วยวางแผนสำรองฉุกเฉินหรือ BCP (Business Continuity Plan) เช่น การใช้ Cloud Storage ในการสำรองข้อมูล หรือการทำ DR Site เพื่อเป็นสำนักงานฉุกเฉินที่ทำงานทดแทนได้เร็วสุดใน 15 นาที ต่อยอด เพื่อให้หน่วยงานธุรกิจใช้ระบบไอซีทีทำงานได้อย่างมีความความยืดหยุ่น เช่น Virtualization Solution ที่ช่วยให้ผู้ดูแลระบบบริหารจัดการระบบได้ง่ายขึ้นจากที่เดียว ไม่ต้องเคร่งเครียด มีต้นทุนการปฏิบัติงานลดลง และยังสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้นและเร็วขึ้น
“ที่ผ่านมาเราให้บริการตามเป้าหมาย 3 ต่อ และมีความสัมฤทธิ์ผลเป็นอย่างดี  มีหลายองค์กรที่นำระบบไอซีทีไปใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจ
จนดำเนินงานได้ต่อเนื่องและสามารถสร้างผลกำไรหรือต่อยอดให้ธุรกิจเติบโตได้มากขึ้น”

Half-studio, half-live, wheels pointed in the direction of progressive rock with its denser instrumentation but remained steeped in the blues, as per clapton’s game-changing extended jamming on robert johnson’s crossroads