Monthly Archives: October 2015

Polio Point เปลี่ยนคะแนนความดีเป็นวัคซีนโปลิโอ

polio pointCSR (Corporate Social Responsibility) กลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ องค์กรไหนทำธุรกิจแล้วไม่ทำ CSR คงต้องกลับมาทบทวนนโยบายใหม่ เพราะแนวคิดการทำ CSR ควรจะได้รับการส่งเสริมให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร เริ่มต้นที่ผู้นำหรือพนักงาน คำตอบคือเริ่มที่ใครก็ได้ แต่ต้องทำ!

มีรูปแบบการทำ CSR ของโรงเรียนนานาชาติสัญชาติอังกฤษที่ชื่อ Bromsgrove International School ใช้วิธีการมีส่วนร่วมของนักเรียนในการทำความดี เป็นเงื่อนไขการช่วยสังคม ภายใต้โครงการที่เรียกว่า “Polio Point”
โครงการนี้ประสบความสำเร็จมาแล้วในโรงเรียนนานาชาติบูรไน และอีกหลายประเทศ

หลักการคือ กระตุ้นให้นักเรียนที่มีอยู่ทั้งหมด 400 คนตระหนักในการทำความดีที่สามารถเปลี่ยนสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้เกิดขึ้นบนโลกได้ ด้วยการมีส่วนช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ ด้วยการมอบรางวัลในรูปแบบคะแนน ครั้งละ 1 Polio point ให้กับนักเรียนที่มีคุณลักษณะพึงประสงค์ ประกอบด้วย การเป็นผู้มีความเมตตา มีความอยากรู้อยากเห็น มีความคิดเชิงบวก มีความกล้าเสี่ยง สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี มีความมุ่งมั่น เป็นผู้ที่มีความไตร่ตรองและพึ่งพาตนเองได้

ครูจะให้คะแนนผ่านแอพพลิเคชั่น vivomiles ซึ่งเป็นระบบการให้และติดตามคะแนน รวมถึงประเมินภาพรวมว่านักเรียนมีศักยภาพที่โดดเด่นทางด้านไหน ทุกๆ 4 คะแนนของ Polio Points จะเปลี่ยนเป็นเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อจัดซื้อวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ ผ่านองค์การยูนิเซฟและโรตารีสากล นอกจากนี้ ทุกการบริจาค 1 ดอลลาร์ ทางมูลนิธิบิลล์แอนด์เมลินดา เกทส์ จะร่วมสมทบเพิ่มให้อีก 2 ดอลลาร์สหรัฐ

ในปีที่ผ่านมา นักเรียนจากบรอมส์โกรฟ ได้รับคะแนนทั้งสิ้น 15,750 Polio Points คิดเป็นยอดเงินบริจาคกว่า 140,000 บาท สามารถช่วยชีวิตเด็กให้รอดพ้นจากโปลิโอได้ 3,937 คน

ผู้บริหารของโรงเรียนเล่าว่า ช่วงแรกๆ ของโครงการ พยายามติดต่อไปที่ภาคเอกชน เพื่อดึงเข้ามาเป็นผู้สนับสนุน แต่ปรากฏว่าโครงการคงยังไม่โดนใจ หรือไม่เห็นผลในเชิงการประชาสัมพันธ์หรือเปล่า อันนี้คงตอบแทนไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ หลังจากประสบความสำเร็จในการทำโครงการ ตอนนี้กำลังเนื้อหอม!!

กลับมาที่โครงการ CSR ของบริษัทซีเอส ล็อกซอินโฟ จำกัด (มหาชน) ลุกขึ้นมาทำกิจกรรมในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม มาตั้งแต่ปี 2548 รวมถึงโครงการที่มุ่งสู่การสร้างค่านิยมร่วมระหว่างองค์กรธุรกิจกับชุมชน หรือ CSV (Creating Shared Value) ที่เริ่มมีความเคลื่อนไหวสู่กิจกรรมในรูปแบบต่างๆ ภายใต้แนวคิดที่พูดให้ฟังเข้าใจง่าย คือ ใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญของทรัพยากรบุคคลและเทคโนโลยีด้านไอซีทีที่บริษัทดำเนินธุรกิจอยู่ คืนกลับไปให้กับสังคม โดยอาศัยการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย

ตัวอย่างโครงการที่ผ่านมา เช่น การสร้างความสำเร็จและความยั่งยืนของชุมชนในเขตพื้นที่จังหวัดลำปาง กิจกรรมส่งเสริมจิตอาสาพนักงานในโครงการ “Smart Click : WE ทำดี ทำได้ ทำด้วย” โครงการ “การศึกษาไทยแข็งแรง ประเทศไทยแข็งแรง” และกิจกรรมย่อยของแต่ละโครงการ (ดูข้อมูลเพิ่มเติม http://www.csloxinfo.com)

Surface Pro 4 แท็บเล็ตแทนที่แล็ปท็อป

Surface Pro 4

Surface Pro 4 จากค่ายไมโครซอฟต์ ถูกพัฒนามาจากความสำเร็จของ Surface Pro 3 เติมเต็มความสามารถของแล็ปท็อปในรูปแบบของแท็บเล็ต ด้วยจุดเด่นของรูปลักษณ์ ความคงทนของแบตเตอรี่ คีย์บอร์ดและ Surface Pen แบบใหม่ รองรับระบบปฏิบัตการ Windows 10

ตัวเครื่องที่มีความบางเฉียบเพียง 8.4 มิลลิเมตร หน่วยความจำ RAM 4GB, 8GB,16GB ใช้โปรเซสเซอร์ Intel®Core™ m3, i5 และ i7 รุ่นที่ 6 ทำงานด้วยความเงียบ เครื่องแทบจะไม่ร้อนเหมือนรุ่นก่อนๆ ที่ช่วยให้เรียกใช้โปรแกรมได้หลายโปรแกรมพร้อมกัน จอแสดงผล PixelSense ขนาด 12.3 นิ้ว ทำให้ Surface Pro 4 เป็นแท็บเล็ตที่บาง เบา และทรงพลังที่สุด อายุแบตเตอรี่เล่นวิดีโอได้นาน 9 ชั่วโมง กล้องหน้า HD 5 ล้านพิกเซล กล้องหลังโฟกัสอัตโนมัติ 8 ล้านพิกเซล ไมโครโฟนสเตอริโอพร้อมเสียง Dolby

ไมโครซอฟท์ Surface Pro 4 มีทั้งหมด 6 รุ่น ทุกรุ่นมาพร้อมปากกา Surface Pen คลิกเพียงหนึ่งครั้ง เปิดหน้าว่าง OneNote จดบันทึกได้อย่างรวดเร็ว และด้วยเทคโนโลยี Palm Block สามารถวางมือบนหน้าจอ ให้ความรู้สึกเหมือนใช้ปากกาเขียนบนกระดาษ หรือเขียนบนเว็บเพจได้โดยตรงด้วยปากกา Surface บนเบราว์เซอร์ใหม่เอี่ยม Microsfot Edge แล้วแบ่งปันโน้ตของคุณได้อย่างง่ายดาย

ครึ่งปีแรกคนไทยมีหนี้เฉลี่ย 163,276 บาท/ครัวเรือน

ครัวเรือน

ผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ปี 2558 ในช่วง 6 เดือนแรก (มกราคม – มิถุนายน 2558) พบว่าครัวเรือนทั่วประเทศมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 27,545 บาท ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 21,818 บาท และครัวเรือนที่มีหนี้สินมีร้อยละ 49.2 โดยมีหนี้สินเฉลี่ย 163,276 บาทต่อครัวเรือน

จำแนกประเภทตามค่าใช้จ่าย

  • ค่าอาหารและเครื่องดื่ม (ค่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร้อยละ 0.7) ร้อยละ 33.6
  • ค่าที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้ภายในบ้าน ร้อยละ 20.3
  • ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเดินทางและยานพาหนะ ร้อยละ 18.3
  • ของใช้ส่วนบุคคล/เครื่องนุ่งห่ม/รองเท้า ร้อยละ 6.4
  • ใช้ในการสื่อสาร ร้อยละ 3.3
  • ใช้เพื่อการศึกษา ร้อยละ 1.7
  • ค่าเวชภัณฑ์/ค่ารักษาพยาบาล ร้อยละ 1.5
  • การบันเทิง/การจัดงานพิธี ร้อยละ 1.2
  • กิจกรรมทางศาสนา ร้อยละ 1.1
  • ค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการอุปโภคบริโภค ร้อยละ 12.6
    (เช่น ค่าภาษี ของขวัญ เบี้ยประกันภัย ซื้อสลากกินแบ่ง/หวย ดอกเบี้ย)

เปรียบเทียบเป็นรายภาค กรุงเทพฯ และ 3 จังหวัด คือ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ มีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงกว่าภาคอื่น คือ 44,719 บาท โดยมีค่าใช้จ่ายและจำนวนหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงสุดเช่นเดียวกัน คือ 33,199 บาท และ 203,341 บาท ตามลำดับ ในทางกลับกันมีสัดส่วนของค่าใช้จ่ายต่อรายได้ต่ำสุดเมื่อเทียบกับภาคอื่น คือร้อยละ 74.2 และพบว่าครัวเรือนในภาคกลาง เป็นภาคที่มีสัดส่วนของค่าใช้จ่ายต่อรายได้สูงสุดถึงร้อยละ 82.7 ทำให้เกิดการออม หรือชำระหนี้ได้น้อยมากเมื่อเทียบกับครัวเรือนในภาคอื่นๆ

ข้อมูล: สำนักงานสถิติแห่งชาติ

ภูมิแพ้นมถั่วเหลือง

นมถั่วเหลืองในยุคที่ผู้คนรักสุขภาพหันมารับประทานอาหารประเภทมังสวิรัติหรืออาหารเจกันมากขึ้น ต้องคอยสังเกตตัวเองว่ามีความเสี่ยงที่จะแพ้อาหารประเภทไหนบ้าง โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะภูมิแพ้อาหาร หากบริโภคอาหารชนิดเดิมซ้ำๆ จำนวนมาก อาจไปกระตุ้นให้แพ้อาหารชนิดนั้นได้เช่นกัน แม้ว่าจะไม่เคยแพ้มาก่อน เช่น อาหารประเภทนมถั่วเหลือง แป้งสาลี และถั่ว

อาหารที่มีถั่วเหลืองเป็นส่วนผสม ได้แก่ นมถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้ เต้าหู้ ซีอิ๊ว อาหารที่ปรุงรสด้วยซีอิ๊ว ซอสปรุงรสต่างๆ ราดหน้าใส่เต้าเจี้ยว น้ำจิ้มข้าวมันไก่ หอยจ๊อที่ห่อด้วยฟองเต้าหู้ ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปสำหรับทำอาหารเจอย่างโปรตีนเกษตร สำหรับอาหารที่มีแป้งสาลีเป็นส่วนผสม ได้แก่ อาหารที่ใช้แป้งเป็นส่วนประกอบอย่างพวก ขนมปัง เส้นพาสต้าต่างๆ เค้ก ขนมอบ เบเกอรี่ต่างๆ อาหารชุบแป้งทอดหรือเกล็ดขนมปัง เป็นต้น ดังนั้นจึงควรระวังในการบริโภคอาหารกลุ่มนี้ในผู้ป่วยที่แพ้อาหาร

มีข้อมูลพบว่าผู้ป่วยที่แพ้นมวัวมักจะแพ้นมถั่วเหลืองร่วมด้วยร้อยละ 15-30 กรณีที่แพ้นมวัวควรระวังในการบริโภคนมถั่วเหลือง นอกจากนี้ในเนื้อสัตว์เทียมของอาหารเจก็ทำจากแป้งกลูเตน ซึ่งเป็นไกลโคโปรตีนที่ผลิตจาจากแป้งข้าวสาลี ซึ่งเป็นอาหารที่คนไทยแพ้ได้บ่อยเช่นกัน อาจเลี่ยงไปบริโภคอาหารประเภทแป้งที่ทำจากข้าวเจ้า ข้าวเหนียว แป้งข้าวโพด ที่ไม่ก่อให้แพ้และได้พลังงานเช่นกัน

วิธีสังเกตว่าตนเองแพ้อาหารหรือไม่นั้นดูได้จาก

  1. อาการทางผิวหนัง เช่น มีผื่นเล็กๆ นูนแดงคัน บวม คล้ายลมพิษซึ่งอาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังรับประทานอาหารชนิดนั้น นอกจากนี้อาจมีผื่นอีกประเภทที่แดง คัน แห้ง ลอก ในเด็กเล็กมักมีจะมีผื่นที่แก้ม ข้อศอก แต่เมื่อโตขึ้นจะมีผื่นที่ข้อพับ ซึ่งผื่นลักษณะนี้มักจะเป็นภายหลังได้รับอาหารชนิดนั้นเป็นเวลาหลายวันถึงสัปดาห์
  2. อาการระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว ปวดท้องแบบบิด
  3. อาการระบบทางหายใจ เช่น มีน้ำมูก คัดจมูก จาม หายใจไม่สะดวก

ข้อควรระวังคือหากเกิดการแพ้อย่างรุนแรง ผู้ป่วยมักมีอาการหลายระบบ ทั้งอาการทางผิวหนัง ทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร รวมถึงระบบการไหลเวียนโลหิต หากปฏิกิริยานั้นเกิดขึ้นรวดเร็ว รุนแรง อาจมีผลทำให้ผู้ป่วยช็อค หมดสติ ตัวเขียว และเสียชีวิตได้

หากไม่มั่นใจว่าแพ้อาหารชนิดไหน ก่อนบริโภคควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง หรือเจาะเลือดว่ามีภาวะแพ้อาหารชนิดนั้นหรือไม่

เรียบเรียงข้อมูลจาก : หน่วยโรคภูมิแพ้ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

C_TFIN52_66   ,
3002 Study Guides   ,
ADM-201 pdf   ,
ICGB Exam   ,
HP0-S42   ,
200-310 exam   ,
1Z0-051 Exam   ,
350-060 exam   ,
c2010-652   ,
JK0-022 Study Guides   ,
210-060   ,
EX300   ,
1Z0-803 certification   ,
70-177 Study Guides   ,
70-483   ,
352-001 test   ,
70-534 Exam   ,
70-483 Study Guides   ,
PEGACPBA71V1   ,
000-089 certification   ,
352-001 dumps   ,
400-201   ,
70-417 exam   ,
2V0-621D test   ,
100-101 exam   ,
ICGB pdf   ,
1z0-434 Exam   ,
70-532 Exam   ,
70-347 Study Guides   ,
2V0-621D pdf   ,
AWS-SYSOPS certification   ,
ADM-201 test   ,
CAS-002 dumps   ,
000-089   ,
CRISC exam   ,
70-488 test   ,
70-243 Study Guides   ,
350-001   ,
M70-101 certification   ,
1V0-601 dumps   ,
1Z0-144   ,
NSE4 certification   ,
1Z0-803 test   ,
640-916 exam   ,

กินฟักทองฉลองฮาโลวีน

halloween

“ฮาโลวีน (Halloween)” ไม่ได้ฮิตแค่อเมริกาหรือแดนตะวันตกแล้ว กลายเป็นเทศกาลที่จัดเป็นกระแสแฟชั่นไปทั่ว แม้แต่บ้านเราเดินไปตามห้างฯ ใหญ่ หรือแหล่งช้อปปิ้ง เห็นผีฟักทองได้ไม่ยาก

ตะเกียงฟักทองหรือโคมไฟฟักทองแกะสลัก กลับไม่ได้น่ากลัวเหมือนในตำนานที่เล่ากันว่าพ่อหนุ่มชาวนาเจ้าเล่ห์ Jack O’Lantern ใช้ความฉลาดแกมโกงต่อกรซาตาน ไม่ยอมให้เอาวิญญาณลงนรก พอตายจริง วิญญาณตัวเองกลับต้องล่องลอยปากทางนรก แล้วบังเอิญไปพบกับซาตานคู่อริ ซาตานยอมปล่อยวิญญาณ พร้อมแสงไฟส่องนำทาง ทุกคืน Jack ก็เร่ร่อนในความมืดพร้อมแสงไฟส่องที่ครอบด้วยหัวผักกาดซึ่งเปลี่ยนมาเป็นฟักทองเมื่อตำนานนี้เข้ามาในอเมริกา

นับวันตะเกียงฟักทองสีส้มดูจะน่ารักมากกว่าน่ากลัว เลยชวนกินฟักทองกันดีกว่า
ว่าแต่บ้านเราคุ้นเคยกับฟักทองเปลือกเขียว เนื้อในสีเหลือง ถ้าจะเลือกแบบเปลือกสีส้มให้เข้ากับฮาโลวีน คงต้อง ซื้อฟักทองญี่ปุ่นสีส้ม หรือ Orange Japanese Pumpkin มีรสชาติหวาน มัน เนื้อซุยกว่าฟักทองเปลือกสีเขียว

แต่ถ้าสีส้มหายาก เลือกซื้อฟักทองญี่ปุ่น (Japanese Pumpkin) ให้รสชาติหวาน เนื้อเนียน เหนียว กว่าฟักทองทั่วไป

ฟักทองอุดมด้วยเบต้าแคโรทีน เปลี่ยนเป็นวิตามินเอ และยังมีธาตุเหล็ก วิตามินซี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2ฟอสฟอรัส แคลเซียมสูง ให้ใยอาหารสูง ไขมันน้อย แคลอรี่ต่ำ เหมาะเป็นอาหารควบคุมน้ำหนัก อีกทั้งยังช่วยบำรุงตับ ไต และสายตา ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดการเกิดโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ ป้องกันเบาหวาน โรคความดันโลหิต บำรุงตับ ไต และช่วยควบคุมการสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์ที่ตายไป

เมนูที่มีฟักทองเป็นส่วนประกอบ อาทิ แกงเลียง แกงส้ม ผัดน้ำมัน ลวกจิ้มน้ำพริก แกงบวด ไข่ตุ๋นฟักทอง หม้อแกง ไอศกรีม หรือปรุงแบบฝรั่ง เช่น ซุป พุดดิ้ง และคัสตาร์ด

ภาพจากเว็บไซต์ www.pixabay.com

ซ่อนความทรงจำ..ที่ไม่อยากจำ

onthisday1เฟซบุ๊คออกฟีเจอร์ On This Day วันนี้ในอดีต เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อเป็นช่องทางการแชร์สิ่งที่โพสต์ไว้ในอดีตในวันนี้เมื่อ 1 ปี 2 ปี หรือมากกว่า เพื่อดูว่าในอดีตได้โพสต์สถานะอะไรเอาไว้

แต่ก็อีกนั่นแหละ ความทรงจำใช่จะหอมหวานไปทุกเหตุการณ์ บางความทรงจำไม่อยากแม้จะได้เห็นหรือกลับไปนึกถึงให้เจ็บปวดอีก

คราวนี้เฟซบุ๊คจึงได้ปรับฟีเจอร์ On This Day เพื่อให้ผู้ใช้เลือกซ่อนความทรงจำที่ไม่อยากระลึกถึงได้ โดยเข้าไปที่ https://www.facebook.com/onthisday คลิกรูปฟันเฟืองมุมบนขวา “การกำหนดลักษณะ Preferences” เพื่อคัดกรองบุคคลหรือวัน ที่คุณไม่ต้องการให้ถูกแจ้งเตือนใน “วันนี้ในอดีต” หรือคลิกปุ่ม “การแจ้งเตือน Notification” ได้ว่าอยากให้เฟซบุ๊คเตือนความทรงจำทั้งหมด หรือปิดการแจ้งเตือนไปเลย

คราวนี้ไม่ต้องหลอนกับเรื่องราวร้ายๆ ที่ไม่อยากนึกถึงแล้ว
ทางที่ดี เลือกทำใจและยอมรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น น่าจะดีกว่าเยอะ!

10 พฤติกรรม..ไลค์ เม้นท์ แชร์ โพสต์ เสี่ยงคุก

10 habbits2

ย้ำแล้วย้ำอีก ย้ำกันบ่อยๆ เพื่อให้ตระหนักถึงพฤติกรรมการกดไลค์ เม้นท์ข้อความ และการแชร์โพสต์ข้อความที่เป็นเท็จจนสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่นหรือสร้างความวุ่นวายให้กับสังคม อาจเสี่ยงต่อการเข้าข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งผู้กระทำผิดมีสิทธิรับโทษจำคุกสูงสุดไม่เกินห้าปี ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท

ซีเอส ล็อกซอินโฟ เคยจัดทำพ็อกเก็ตบุ๊ค “คลิ้กผิดถึงติดคุก”เมื่อปี 2551 ในช่วงที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มีผลบังคับใช้ เพื่อให้คนที่ใช้คอมพิวเตอร์ทุกคนที่ไม่คุ้นเคยกับภาษากฎหมายและศัพท์เทคนิคได้เข้าใจว่า การกระทำแบบใดถือเป็นความผิด โดยอธิบายเนื้อหาสาระของกฎหมายแต่ละมาตราให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย พร้อมทั้งยกกรณีตัวอย่างของการกระทำความผิดจากทั้งในประเทศและนอกประเทศ เพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อการเป็นผู้กระทำความผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งเป็นคำที่พวกเราชอบใช้อ้างกันบ่อยๆ
เมื่อเร็วๆ นี้ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(ปอท.) จัดกิจกรรม “โพสต์ต้องคิด…คลิกเสี่ยงคุก!”รณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจกฎหมายในการใช้สื่อสารออนไลน์ ภายใต้โครงการออนไลน์ใสสะอาดเรารักในหลวง พร้อมระบุพฤติกรรม “ไลค์ เม้นท์ แชร์ โพสต์ เสี่ยงคุก” ที่ประชาชนมักกระทำผิดไว้

  1. การอัพโหลดรูปลามกอนาจาร ทั้งรูปตัวเอง และบุคคลอื่น
  2. ตั้งตัวเป็นเจ้ากรมข่าวลือ ปล่อยข่าวให้บ้านเมืองเกิดความชุลมุนวุ่นวาย
  3. ชอบใช้วิทยายุทธเฉพาะตัว คือ การตัดต่อภาพบุคคลอื่นทั้งภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว มาเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต ทำให้เจ้าของภาพเสียหาย อับอาย
  4. แอบบันทึกข้อมูลของผู้อื่น แล้วนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว เพื่อหากำไร หรือใช้กลั่นแกล้ง
  5. ใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น หรือกุเรื่องให้บุคคลอื่นเสียหาย อับอาย
  6. มีความอยากรู้อยากเห็นสูง หรือเรื่องชาวบ้านคืองานของเรา คือการนำไอดีหรือพาสเวิร์ดบุคคลอื่น ไปใช้เพื่อแอบดูข้อมูล
  7. แก้ไขเพิ่มเติมไฟล์งานของบุคคลอื่น ทำให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของไฟล์
  8. ส่งอีเมล์ลูกโซ่โดยไม่บอกที่มาหรือส่งอีเมล์ที่ขายสินค้าที่ผู้รับไม่ต้องการ สร้างความเบื่อหน่ายและรำคาญ
  9. ตั้งสำนักข่าวเป็นของตัวเอง หรือกดแชร์ข้อมูล ทั้งในแอพพลิเคชั่น ไลน์ เฟซบุ๊ค และทวิตเตอร์ โดยไม่ตรวจสอบและเป็นข้อความที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
  10. การโพสต์ข้อความหมิ่นสถาบันเบื้องสูง

อย่าลืมว่าแม้จะมีการปลอมชื่อเพื่ออำพรางตัวตน ตำรวจตรวจสอบได้หมด ดังนั้นแล้วคิดก่อนคลิกดีที่สุด !!

เครื่องวัดความเผ็ดไทยคว้ารางวัลสิ่งประดิษฐ์ที่ไต้หวัน

chiliรู้หรือไม่เอ่ยว่าพริกอะไรเผ็ดที่สุดในโลก

ข้อมูลจากกินเนสส์เวิลด์ ออฟ เร็คคอร์ด ประกาศให้ Carolina Reaper ที่ถูกพบทางตอนใต้ของรัฐคาโรไลน่า เป็นพริกที่เผ็ดที่สุดในโลก มีค่าระดับความเผ็ดสูง 2,200,000 Scoville Heat Units (SHU) โค่นอดีตแชมป์ Trinidad Scorpion Moruga Blend ที่มีค่าความเผ็ด 2,009,231 SHU ส่วนพริกขี้หนูระดับความเผ็ด 15,000-30,000 SHU และพริกขี้หนูสวนอยู่ที่ 50,000-100,000 SHU
ปกติแล้วการหาค่าดัชนีความเผ็ดของพริกมี 2 วิธี คือ ให้ผู้มีประสบการณ์ชิม หรือการวัดปริมาณสารที่ทำให้เกิดรสชาติเผ็ดที่เรียกว่าแคปไซซิน (capsaicin) ด้วยเครื่อง High performance liquid chromatography (HPLC)

การหาค่าความเผ็ดของพริก มีประโยชน์สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตอาหารเพื่อควบคุมคุณภาพความเผ็ดให้คงที่ มีมาตรฐาน เช่น ซอสพริก พริกป่น ผงปรุงต้มยำ และอาหารที่มีรสเผ็ด
ที่ผ่านมาการใช้เครื่อง HPLC มีความยุ่งยากในการใช้งานและราคาแพง เป็นที่มาของผลงานที่คิดค้นและพัฒนา “เครื่องวัดความเผ็ดแคปไซซิน” ที่ใช้งานได้สะดวก เหมาะกับคนไทย โดยทีมของ ดร.กฤษณ์ จงสฤษดิ์ และคณะ จากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร(องค์การมหาชน) ร่วมกับ บริษัท โมบิลิส ออโตมาต้า จำกัด สามารถแสดงผลค่าความเผ็ดภายใน 2 นาที และราคาถูกกว่าเครื่องวัดความเผ็ดของต่างประเทศ 5-10 เท่า

ผลงานนี้ไปคว้ารางวัลเหรียญทองสิ่งประดิษฐ์จากการประกวดผลงานในเวทีนานาชาติ ในงาน 2015 Taipei International Invention Show &Technomart (INST 2015) ที่เมืองไทเป ประเทศไต้หวัน

แบบนี้ต้องปรบมือให้กับคนไทย สำหรับผลงานกระตุ้นวงการซี้ดซ้าด

บริหารคน Gen Y ด้วยกุญแจ 10 ดอก

flat-vector2Gen Y มีสัดส่วนเป็น 1 ใน 4 ของประชากรทั้งประเทศและกำลังเข้าสู่ตลาดงาน และจะกลายเป็นผู้บริหารระดับกลางในอีก 3–5 ปีข้างหน้า หากองค์กรดูแลคน Gen Y ได้อยู่หมัดและดึงเอาศักยภาพสูงสุดและบริหารความสัมพันธ์ระหว่าง Generation ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Baby Boomer และ Gen X อย่างลงตัว จะสามารถรักษาบุคลากรคุณภาพและนำพาองค์กรให้ประสบความสำเร็จได้ในที่สุด
สิ่งที่ต้องเรียนรู้คือลักษณะของคน Gen Y มีความเป็นตัวเองสูง ความอดทนต่ำ อยากรู้อยากเห็น ท้าทายกฎระเบียบ ทะเยอทะยาน คุ้นเคยกับเทคโนโลยี ชอบการเปลี่ยนแปลง กระตือรือร้น มองโลกในแง่ดีมาก มีความคิดสร้างสรรค์ มั่นใจในตัวเองสูง ไม่เคารพผู้อาวุโสกว่าและมีความจงรักภักดีต่อองค์กรต่ำ

คน Gen Y ยังคาดหวังที่จะทำงานในองค์กรที่มีความมั่นคง แสวงหาโอกาสในการพัฒนาและก้าวหน้าอยู่เสมอ รวมไปถึงการได้รับค่าตอบแทนที่ยุติธรรม
การดึง Core Competency ของ Gen Y ออกมาใช้ได้สูงสุด ควรมีการกำหนดเป้าหมายเพื่อสร้างความคาดหวังให้กับ Gen Y และตรียมสภาพแวดล้อม รักษาภาพลักษณ์ขององค์กรให้มีความน่าเชื่อถือ พร้อมทั้งแจกแจงลักษณะงานด้วยความชัดเจน วัดผลได้

กุญแจ 10 ดอกไขความลับบริหารคน Gen Y

  1. องค์กรต้องมีความมั่นคงและวิสัยทัศน์
  2. ให้การเรียนรู้และพัฒนาอยู่เสมอ
  3. หัวหน้างานมีสไตล์เป็นผู้นำ เป็นพี่เลี้ยง เข้มแข็งและแนะนำงานได้
  4. ให้โอกาสในการแสดงความคิดเห็น
  5. ให้ความสำคัญกับสัมพันธภาพในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการ เช่น มีความเป็นพี่น้องมากกว่าการเป็นเจ้านายลูกน้อง
  6. ให้การยอมรับทั้งในเรื่องความคิดเห็น ตัวบุคคลและวิธีการทำงาน
  7. สร้างแรงจูงใจจากผลตอบแทนที่ยุติธรรม
  8. อย่าเข้มงวดจนเกินไป ให้อิสระทางความคิดและการทำงานภายใต้กรอบที่เหมาะสม
  9. แสดงออกถึงความตรงไปตรงมา อย่าอ้อมค้อม
  10. อย่าปล่อยให้แก้ปัญหาเองโดยลำพัง ควรให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด

เรียบเรียงข้อมูลจาก : แมนพาวเวอร์กรุ๊ป

เครดิตรูป : http://www.freepik.com/

เทคนิคการกินบุฟเฟต์ไม่ให้เสียสุขภาพ

buffetความหลากหลายบุฟเฟต์ช่างเย้ายวนเหลือเกิน มีเทคนิคจากนักชิม กินให้คุ้ม ไม่ใช่กินเยอะ แต่กินให้ครบทุกเมนู ถ้าอดใจไปกับบุฟเฟต์ไม่ได้ หรือปฏิเสธคนใกล้ตัวไม่เป็น เพราะเธออยากกินแต่หาเพื่อนกินไม่ได้ ตามมาดูกันเลยว่าจะมีเทคนิคอะไรที่จะช่วยให้กินแบบไม่ต้องเสียสุขภาพ
กินน้อย ก่อนกินมาก : ควรกินอาหารแต่ละมื้อให้น้อยลง ไม่ควรอดอาหารเพื่อรอไปกินบุฟเฟต์
ลุกเดินวอร์มอัพ : ก่อนหรือหลังกินบุฟเฟต์

อย่าใส่ชุดหลวม : เพราะอาจจะทำให้เพลิดเพลินกับการกินมากเกินไป
นั่งไกลเข้าไว้ : นั่งให้ไกลและหันหลังให้ซุ้มอาหารเพื่อลดความอยากกินอยากลอง
สำรวจร้าน วางแผนการกิน : จะได้ไม่เสียใจทีหลัง แบบว่าเพิ่งเดินมาเห็นสิ่งที่อยากกิน
จานเล็กช่วยได้ : ใช้จานเล็กเพื่อลดจำนวนอาหาร
เลือกกินสลัดเป็นจานแรก : นอกจากจะได้ประโยชน์จากผักแล้วยังตัดกำลังการรับประทานอาหารจานถัดไป
ไม่ติดมัน เลี่ยงของทอด : เลือกกินเนื้อแบบต้มหรือนึ่ง ถ้าปิ้งย่างขอแบบไม่ไหม้เกรียมและเนื้อติดมัน ของทอด
อย่าตักเผื่อใคร : ตักแค่อย่างละจาน ไม่ต้องเผื่อคนอื่น
ผ้าเช็ดปากเตือนสติ : เป็นสัญญาณเตือนว่าควรหยุดลุกไปตักอาหารได้แล้ว
สนทนาละความสนใจ : คุยกับเพื่อนร่วมโต๊ะเพื่อลดความสนใจของอาหาร
น้ำเปล่าดีที่สุด : เลี่ยงน้ำหวาน น้ำผลไม้ น้ำอัดลม เพราะแคลอรี่สูง
ตัดทิ้งแอลกอฮอล์ : เพราะเป็นตัวกระตุ้นให้อยากอาหารมากขึ้น
ระวังไขมันแอบแฝง : ในอาหารที่มีเนย น้ำสลัด และจิ้มซอสให้น้อยที่สุด

ที่มา www.thaihealth.or.th